นี่เป็นการมาเวียดนามครั้งแรกของเรา สารภาพเลยว่าจริงๆรู้จักแค่ โฮจิมินห์ ดาลัด มุยเน่ ซาปา ฮาลองเบย์ แต่ไม่เคยรู้จัก ‘เวียดนามกลาง’ มาก่อน และครั้งนี้เราจะมาลุย ดานัง-เว้-ฮอยอัน ซึ่งอยู่ในเวียดนามกลางกัน อาจไม่ได้มีทะเลทราย อ่าว หรือนาขั้นบันได แต่เวียดนามกลางมีศิลปะที่สวยงาม ผสมผสานกลิ่นอายตะวันตก อย่างเว้ เมืองที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นมรดกโลก เมืองโบราณในฮอยอันที่ตอนกลางคืนจะประดับโคมอย่างสวยงาม ล่องเรือในแม่น้ำ ลอยกระทง ในเมืองที่ประดับไปด้วยโคมหลากสีสัน โรแมนติกดีนะ ชอบ แล้วก็ยังมีสวนสนุกสไตล์ยุโรปกลางหุบเขาที่ต้องนั่งกระเช้าขึ้นไปด้วย

 

วิธีมาก็ง่ายมาก นั่งเครื่องบินจากดอนเมืองไปลงดานัง แค่ชั่วโมงครึ่งเอง พอๆกับบินในประเทศเลย แล้วค่าครองชีพที่นั่นก็ถูกเว่ออออ คือถ้าใครหาประเทศที่ใช้เวลาไปไม่นาน และงบไม่เยอะ เราว่า ‘เวียดนามกลาง’ ก็เป็นอีกตัวเลือกที่น่าสนใจนะ 🙂

 

อย่างที่บอกแหละว่าการเดินทางมาดานังคือง่ายมาก เรานั่งสายการบินไทยแอร์เอเชีย จากดอนเมือง บินตรงไปลงดานัง ใช้เวลาแค่ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นก็ถึงแล้ว ใครหิวก็สั่งข้าวบนเครื่องกินเลย เราชอบอาหารบนเครื่องแอร์เอเชียมาก อร่อยถูกปาก

ส่วนเรื่องค่าเงิน ตอนเราแลกมาที่ Superrich Thailand สีเขียว ที่สาขาพระราม9 ด้วยเรท คือถ้าจะคิดราคาง่ายๆ แบบคร่าวๆ นะ เราก็จะตัด 0 ตัวหลังออกสามตัว จอบอออ ง่ายยๆ (แต่ไม่ได้เป๊ะนะ)

ถึงสนามบินแล้วอย่าลืมซื้อซิมกัน เดินออกมาเจอเลย อยู่ตรงทางเดินเลยค่ะ 5 GB/7DAYS ราคา 120,000 ดอง (นั่นแหละตีง่ายๆ ก็ 120++)

- DANANG -

ไหนๆ เครื่องก็ลงดานังแล้ว เราเที่ยวในดานังกันก่อน ดานังเป็นเมืองที่อยู่ติดทะเล พวกอาหารทะเลซีฟู้ดต่างๆ ก็จะสด และถูกมาก มีร้านให้เลือกริมหาดเยอะแยะไปหมด

ส่วนหาดที่เรามาชื่อว่า Non Nuoc Beach หาดชื่อดังของที่นี่ มีทั้งคนมาเล่นน้ำ และมาเล่น Parasailing กันเต็มหาด

แต่เป้าหมายของดานังครั้งนี้เราไม่ได้มาเพื่อกินซีฟู้ดและเล่นน้ำทะเลนะ เพราะเราตั้งใจจะไป ‘ BANA HILL ’ สวนสนุกสไตล์ยุโรปบนหุบเขาสูง ที่ต้องนั่ง Cable car ขึ้นไป

- BANA HILL -

กระเช้าขึ้นไปสูงมาก สูงแบบผ่านเมฆหมอก สวยมากเลยยย และกระเช้าที่นี่ยังได้รับการบันทึก world record ว่าเป็นกระเช้าที่ยาวที่สุด เกือบหกพันเมตร นั่งกันนานอยู่ แต่ไม่เบื่อเพราะวิวสวยมากก อากาศก็เย็นสบาย ได้มองวิวเมืองดานังจากมุมสูง เห็นน้ำตกไหลผ่านป่า พอขึ้นไปสูงอีกก็จะเห็นเมฆหมอกลอยคลอเคลียอยู่กับหุบเขา แล้วเราก็ยังขึ้นไปอีก ขึ้นไปสูงกว่าเมฆ ตื่นเต้นนนน

ขึ้นมาถึง Bana Hill แว๊บแรกคือแบบ เฮ้ยยยย นี่มันยุโรปชัดๆ ด้วยสถาปัตยกรรมที่ดูเป็นศิลปะแบบตะวันตก อากาศเย็นๆ และเมฆหมอกที่พัดผ่าน ทำให้ลืมไปเลยว่านี่เรายังอยู่เวียดนามกลางนะ

แต่ก่อนที่นี่จะเป็นสวนสนุก ในช่วงที่ฝรั่งเศสยังปกครองเวียดนาม ที่นี่ถูกสร้างให้เป็นสถานที่พักผ่อนให้กับทหารและชาวฝรั่งเศส นี่แหละเป็นเหตุผลที่ทำให้ที่นี่ได้รับการตกแต่งแบบตะวันตก ที่ตอนนี้ก็กลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อของดานังไปแล้ว

สำหรับค่าเข้า Bana Hills ตกคนละ 1,000,000 ดอง (ประมาณพันบาท) ถือว่าไม่แพงเลย แต่ก็ควรจะรีบๆไป จะได้เล่นเครื่องเล่นให้ครบ แล้วก็มีเวลาเดินถ่ายรูปเล่นด้วย แนะนำว่าเป็นสถานที่ที่ต้องมา!

Alpine Coaster เครื่องเล่นนี้อยากเล่นมากตั้งแต่เห็นรูปของคนอื่น พอมาเล่นจริงก็ไมผิดหวังเลย สนุกมากๆ ใครมา Bana Hill อย่าพลาดอันนี้นะ พอขึ้นจาก Cable car มาจะเจอน้ำพุ เดินไปทางซ้ายมีทางลงบันได ลงไปก็เจอเลยยยยย

- HUE -

เป็นอีกเมืองที่ถ้าได้มาเวียดนามกลางแล้วต้องห้ามพลาด เพราะเมืองนี้เป็นเมืองหลวงเก่าของเวียดนาม มีสถาปัตยกรรมโบราณและสถานที่ประวัติศาสตร์อายุเป็นร้อยปี และยังเป็นเมืองมรดกโลกด้วย

วิธีมาจากดานัง เราเหมา Taxi มากันค่ะ ทั้งหมดประมาณ 1,1xx บาท ก็ถือว่าไม่แพงมาก นั่งข้ามเมืองกันเลย

- พระราชวังเว้ (พระราชวังไดนอย ) -

ที่นี่เป็นมรดกตกทอดของรางวงศ์เหงียน  ถูกสร้างขึ้นตามแบบความเชื่อของจีน เห็นได้จากทั้งสถาปัตยกรรม การใช้สี และการออกแบบผัง โดยที่นี่มีกำแพงล้อมถึง 3 ชั้น พอเข้าจากชั้นนอกไปแล้วจะเจอกับ ซุนทานกง (ปืนใหญ่ 9 เทพเจ้า) ทางขวา ซึ่งหมายถึงเทพ 5 องค์ เป็นตัวแทนของธาตุทั้ง 5 คือ น้ำ ไฟ ไม้ โลหะ และอีก 4 องค์ เป็นตัวแทนของฤดูกาลทั้ง 4

จริงๆแล้วที่นี่จะสร้างเหมือนกับพระราชวังกู้กงในประเทศจีนเป๊ะๆ เลยค่ะ เพียงแต่จะย่อขนาดให้เล็กกว่า

                                       แต่ละชั้นจะมีคูคลองเล็กๆ กั้นเอาไว้ทุกชั้น เพื่อป้องกันการโจมตีจากภายนอก

                                                           มีสีแดงและทองที่เป็นสีมงคลของชาวจีนมาใช้ในสถาปัตยกรรมด้วย

 

 

 

 

 

 

ที่นี่ค่อนข้างใหญ่มาก ใช้เวลาเป็นชั่วโมงเหมือนกันค่ะกว่าจะเดินให้ครบ แต่สวยมากเลย สำหรับค่าเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 150 บาท เข้าชมได้ตั้งแต่ 8 โมง แล้วก็ควรมาเช้าๆ แหละจะได้ไม่ร้อนมาก คนก็ไม่เยอะด้วย หรือไม่ก็มาเย็นๆ ไปเลย ตอนกลางวันค่อนข้างร้อนมาก ส่วนใครอยากมาตอนกลางคืนก็ได้นะ มาดูจากข้างนอก เค้าเปิดไฟสวยดี แต่เข้าไปข้างในไม่ได้จ้า

ที่พักของเมือง Hue เราจองผ่าน Air bnb ชื่อที่พักในแอพคือ ‘Green Garden Villa – 3 deluxe rooms’ คืนละแค่ 2000 กว่าบาทเท่านั้น แต่มีถึง 3 ห้องนอน นอนได้สูงสุดก็ 6 คนแน่ะ

เราชอบที่พักนี้มากกกกกกๆ อาจไม่ได้ดูหรูเหมือนพักโรงแรม 5 ดาว แต่ที่นี่ให้อารมณ์เหมือนไปพักบ้านญาติผู้ใหญ่ เจ้าของบ้านเป็นคุณลุงกับคุณป้าที่ใจดีมากๆ และตอนเช้ามีอาหารเช้าให้ด้วย คุณป้าทำเองเลยนะ อร่อยยย มีโยเกิร์ตทำเองอีก ฮือ ถ้าอยู่หลายวันกว่านี้ต้องอ้วนแน่ๆ

ติดแค่อย่างเดียวคือคุณลุงคุณป้าพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ไม่ได้เป็นปัญหาค่ะ เพราะเราใช้แอพ google translate คุยกับคุณป้าตลอด ก็เข้าใจกันนะ เอาเป็นว่าถ้าใครหาที่พักที่ Hue เราก็แนะนำที่นี่เลย

- HOI AN -

ฮอยอันเป็นอีกหนึ่งเมืองมรดกโลกเนื่องจากเป็นตัวอย่างของเมืองท่าที่ผสมศิลปะและสถาปัตยกรรมของชาติตะวันตกและท้องถิ่นเวียดนามได้อย่างลงตัวและมีเอกลักษณ์ สังเกตุได้ว่าอาคารต่างๆ จะถูกคงไว้ในสภาพเดิมแม้ว่าจะผ่านมาหลายร้อยปีแล้ว

- Hoi An Ancient Town -

ที่นี่จะเต็มไปด้วยอาคารสีเหลืองสไตล์โคโรเนียลที่ถูกอนุรักษ์ไว้ให้เหมือนในอดีต มีร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของฝาก อยู่เต็มสองข้างทาง ถ้าเดินเข้าไปอีก ตรงกลางจะมีแม่น้ำ Thu Bon ที่จะมีคุณป้าคอยพายเรือให้พวกเราชมวิวสองข้างทางแม่น้ำ

จากการที่เราลองเดินเล่นมาวันนึงเต็มๆ เราก็ได้ร้านที่น่าสนใจที่อยากจะแนะนำกัน ทั้งร้านอาหารและคาเฟ่ แล้วก็เดี๋ยวพาไปชมบรรยากาศเมืองโบราณกันด้วย   อะเริ่ม!!

- Secret Garden -

ร้านอาหารแนะนำในเมืองโบราณค่ะ ร้านนี้จะราคาสูงหน่อยถ้าเทียบกับค่าครองชีพบ้านเค้า แต่ก็ถือว่าราคากลางๆถ้าเทียบกับค่าครองชีพบ้านเรา ร้านตกแต่งสวย และอาหารอร่อยค่ะ แต่ว่า.. แต่ละจานจะให้มาในปริมาณไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ ต้องสั่งเยอะเหมือนกันกว่าจะอิ่ม (หรือพวกเรากินจุ!?) ทั้งหมดนี้ ราคา 1,1xx บาท ก็ยังถือว่าไม่แพง

- Com Linh -

หรือใครอยากกินอาหารที่ราคาเบาลงมาหน่อย แต่ยังคงความ Local และอร่อย ลองมาทานร้านนี้ได้ สั่งอะไรบ้างจำไม่ได้นะ จิ้มๆ เอาอย่างเดียว รู้แค่ว่าทั้งหมดนี้แค่ 300 กว่าบาทเท่านั้นน ถูกมากกก

- น้ำดอกบัว -

หาไม่ยาก มีอยู่ร้านเดียว ชื่อร้านว่า MOT HOI AN น้ำดอกบัวนี่เค้าก็จะเอาดอกบัวไปต้มกับพวกเครื่องเทศน์ต่างๆ เอาง่ายๆมันก็คือน้ำสมุนไพรนั่นแหละ

ตอนแรกก็เห็นคนรุมซื้อกัน เลยลองบ้าง รสชาติก็แปลกๆ คืออธิบายไม่ถูกนะ มันจะเปรี้ยวๆหน่อยคล้ายน้ำมะนาว แต่ก็มีความหวาน คือบอกไม่ถูกจริงๆ ต้องลองเอง ลองไปเถอะะะ แก้วละแค่ 15 บาทเอง บางคนถ้าชอบก็จะชอบเลย บอกสดชื่นดี บางคนถ้าไม่ชอบก็กินไม่ได้ไปเลย

- Reaching Out Tea House -

ตอนแรกที่เดินเข้าไป เราก็คุยกับเพื่อนตามปกติ จนซักพักพึ่งจะมาสังเกตุว่า เอ้ะ ทำไมร้านดูเงียบๆ ทำไมแต่ละคนไม่คุยกันเลย จนพึ่งมาเก็ทว่า อ๋อออออ ร้านนี้เค้าห้ามใช้เสียง!!   พนักงานในร้านนี้จะเป็นผู้พิการทางการได้ยินทั้งหมด เค้าสื่อสารกันด้วยภาษามือ และสื่อสารกับลูกค้าอย่างพวกเราด้วยบล็อคไม้ที่มีเขียนคำต่างๆ และลูกค้าโต๊ะอื่นๆ เค้าก็ดื่มชากันเงียบและสำรวมมาก ทำเอาเรารู้สึกผิดเลยที่ตอนแรกคุยกันเสียงดัง แต่พอรู้แล้วพวกเราก็เลยอยู่กันเงียบๆ และสิ่งที่เราได้รับนอกจากชาที่หอมอร่อยแล้วคือ ‘ ความสงบ ’

- Cocobana Tearooms -

อันนี้เป็นอีกหนึ่งร้านชาที่ชอบบบบบบมากกกกกก ชาอร่อย มีชาผลไม้ให้เลือกเยอะมาก บรรยากาศร้านก็ดีมากกก มีที่นั่งในสวน ที่นั่งเป็นเปลสบายยยๆ   และที่พิเศษคือ นอกจากซื้อชามาดื่มแล้วเรายังซื้อรวมเป็นแพคเกจสปาได้ด้วย คือนอกจากได้ชาแล้วเรายังได้แช่เท้า เลือกน้ำได้ว่าอยากแช่เท้าในน้ำเย็นหรือน้ำอุ่น (แน่นอนว่าสภาพอากาศแบบนี้เราต้องเลือกน้ำเย็นสิ) แล้วเค้าก็จะใส่เกลือสปาลงไปด้วย คือแบบบบบบ สบายยยยเว่อออ ดีงาม นั่งเพลินๆ แทบจะเผลอหลับ

- BEP TRUONG the chef -

ร้านนี้ข้างล่างจะเป็นร้านขายของฝาก ชั้น 2 จะเป็นคาเฟ่และร้านอาหาร แต่ตกเย็น ชั้น 2 และชั้น 3 ก็จะกลายเป็นร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล แล้วชั้น 3 เป็นชั้นดาดฟ้าด้วยย บรรยากาศดีมากกๆๆๆๆ ใครอยากหาร้านนั่งชิลๆ เราแนะนำร้านนี้เลยยยยยยย   หรือถ้าใครอยากถ่ายรูปวิวบน Roof ที่นี่เค้าก็ใจดีให้ขึ้นมาถ่ายตอนกลางวันได้นะ

 

 

 

ข้างบนนี้มีเครื่องดื่มแปลกๆ เยอะเหมือนกัน ราคาก็ถูกมาก  เค้าจะเปิดเพลงค่อนข้างเบา แต่เพลงดีใช้ได้เลย

- Night time at Ancient Town -

เห็นบรรยากาศกลางวันแล้ว มาลองดูบรรยากาศตอนกลางคืนบ้าง... กลางวันเสน่ห์ของที่นี่คือความเก่าแก่ ความโบราณ ส่วนตอนกลางคืน สำหรับเราที่นี่กลายเป็นสถานที่โรแมนติกไปเลย ตามถนนจะถูกประดับไปด้วยโคมไฟสวยงาม และถ้าหากมาเดินริมแม่น้ำตอนกลางคืนก็จะเห็นกระทงกระดาษจุดเทียนลอยอยู่เต็มไปหมด ถ้าถามเรานะ เราว่าลงเรือตอนกลางคืนบรรยากาศดีกว่า   ถ้าใครได้แวะมา Hoi An อย่าลืมอยู่ที่นี่จนถึงกลางคืนเลยนะ มันสวยมากจริงๆ

- นั่งเรือกระด้ง -

ถ้ามาเวียดนามนี่เราจะเห็นเรือกระด้งบ่อยมาก เป็นเรือที่ทำจากไม้ไผ่ หน้าตาเป็นรูปครึ่งวงกลมอย่างกะฝาชีครอบอาหาร หน้าตาไม่เหมือนเรือที่เคยเห็น แต่นี่แหละค่ะเรือที่่ชาวเวียดนามเค้าไว้ใช้ในการสัญจรทางน้ำกันเป็นปกติ แล้วถ้าเราเข้าเมืองตาหลิ่ว เราก็ต้องหลิ่วตาตามสิ ลองนั่งเรือกระด้งกันดู 

ถ้าถามว่าร้อนมั้ย.... ต้องตอบเลยว่า มากกกก!! แต่ก็เป็นประสบการณ์ใหม่ๆ ดี พายเรือเข้าไปในแม่น้ำที่สองข้างทางเป็นต้นจาก คุณป้าก็เด็ดใบจากมาพับเป็นรูปนู้นรูปนี้ให้ ทั้งแหวน ทั้งตั้กแตน เราแอบเห็นในรีวิวของ ‘ไปไง มาไง’ เรือกระด้งเค้ามีเต้นโชว์ด้วยอะ น่าสนุก ทำไมของเราไม่มี!!! ของเรานี่โคตรตะต่อนยอน สโลว์ไลฟ์กันสุด เราเลยถามเค้า เค้าบอกว่ามีโชว์ตอนบ่าย 2 อะโหววววว รอไม่ไหวจ้า ร้อนมากกก เอาแค่นี้ก็ได้จ้า

 

ส่วนที่นอนของเราคืนนี้ เราจองผ่านแอพ Airbnb เหมือนเดิมค่ะ ชื่อที่พักคือ Hoi An – Le AnNam – Green Floor   เป็นอีกหนึ่งที่พักที่ถูกใจมากกก เป็นที่นอนแบบ Studio คือข้างล่างมี 1 เตียงนอนได้สองคน และมีบันไดขึ้นไปเป็นอีกห้อง เป็นชั้นลอย นอนได้อีก 2 คน กลางคืนเปิดโคมไฟสวยเลยยย ตกคืนละแค่ประมาณ 1600 บาท คุ้มมาก!

จบแล้วกับทริป ‘เวียดนามกลาง’ 4วัน3คืน กับ 3 เมือง ครั้งนี้เราพยายามจัดทริปแบบที่ไม่ต้องอัดแน่นจนเกินไป เพราะเราอยากจะใช้เวลากับแต่ละสถานที่ให้มากที่สุด แต่ใน 4 วันนี้เราก็ว่าเราได้สัมผัส ‘เวียดนามกลาง’ ครบทุกมุมเหมือนกันนะ ทั้งทะเล สวนสนุก พระราชวัง เมืองเก่า คาเฟ่ ศิลปะวัฒนธรรม.... มาทริปเดียวเที่ยวครบ มาก็ง่าย ค่าใช้จ่ายก็ไม่แพงแบบนี้ เราว่าเวียดนามก็เป็นอีกรูทนึงที่ไม่น่าพลาดเลยนะ !

ปล. ทริปนี้พกเงินไป 7,000 บาท ก็เหลือกลับมาไทยอีกนะ ระหว่างเมืองให้เรียก Grab ไป ส่วนใหญ่นั่งข้ามเมืองจะประมาณ 800-1000 กว่าๆ ส่วนระหว่างอยู่ในเมืองเราว่าเช่ามอไซต์ก็คุ้มอยู่ ตกวันละแค่ 100-200 กว่าบาท แต่ไปได้รอบเลย ค่าอาหารก็ถูกมาก กินกันท้องแทบแตก ไม่เคยถึง 500 ต่อมื้อ ที่พักหลากหลายราคา แต่โดยรวมถือว่าไม่แพงเลยจ้าาา ปัญหาเดียวคือเรื่องภาษา เพราะเค้าไม่ค่อยพูดภาษาอังกฤษ ทางที่ดีโหลด Google translate ติดมือถือไว้ ช่วยได้เยอะ! ส่วน Visa นี่ก็ง่ายอีก เพราะสามารถทำ Visa On arrival ได้เล้ยยยยย สะดวกเว่อออ

จอบอออออ