ฮอกไกโดครั้งที่สองในรอบปีแล้วจ้าา แต่ครั้งแรกมาทำกิจกรรมหน้าหนาว ครั้งนี้เรามาทำกิจกรรมหน้าร้อนกันบ้างดีกว่า จะบอกว่ากิจกรรมเยอะกว่าหน้าหนาวไปอีกกกกก และไม่ต้องเหนื่อยเดินทางด้วย เพราะครั้งนี้เราจะพักที่ The Kiroro a Tribute Portfolio Hotel ซึ่งที่นี่เค้าจะมีกิจกรรมหน้าร้อนให้ทำเยอะมากกกๆ และสนุกๆทั้งนั้น เรียกว่ามาพักที่นี่แล้วก็ไม่ต้องออกไปไหนเลยก็ได้ อะะ อยากรู้ว่ามีอะไรบ้าง ตามมาเลยจ้า

เรานั่งสายการบิน Thai Airasia X  จากดอนเมือง มาลงที่ New Chitose Airport  เครื่องออก 23:55 . ก็นอนกันไปยาวววววๆ ตื่นมาดูพระอาทิตย์ขึ้นสวยๆ งี้ รู้ตัวอีกที อะถึงแล้ววววว 8:40 พอดีจ้า นอนเต็มอิ่มแล้วพอถึงก็เที่ยวต่อได้เลยยยย!

เดี๋ยวจากสนามบินเราจะเดินทางเข้าที่พักกันเลยนะคะ วิธีเดินทางไปที่พักจะมีรถบัสนะคะ สามารถเดินทางได้จากทั้งสนามบิน , Sapporo , Otaru , Niseko เลยค่ะ แต่เราจะต้องจองที่นั่งก่อนนะคะ ไม่สามารถอยู่ๆ ขึ้นไปได้นะคะ เช็คตารางเวลา และจองที่นั่งได้จากลิ้งนี้เลยค่ะ http://www.kiroro.co.jp/access/ ต้องจ่ายผ่านบัตรเครดิตเท่านั้นนะคะ

THE KIRORO A TRIBUTE PORTFOLIO HOTEL

มาถึงกันแล้วววว เดี๋ยวเราเช็คอินและเก็บของที่ห้องกันก่อนนะคะ ค่อยไปทำกิจกรรมกัน .. นี่คือห้องที่เฟิร์นพักนะคะ จะเป็นห้องวิวภูเขา ห้องถือว่ากว้างเลยถ้าเทียบกับห้องพักญี่ปุ่นที่ส่วนใหญ่จะขนาดเล็กค่ะ อันนี้เอากระเป๋าออกมากางกันทั้งสองคนก็ยังมีที่เดินอีกเยอะ สบายมาก

เดี๋ยวจะพาไปดูอีกห้องที่ชอบมากกกกๆ (แต่ไม่ได้พักห้องนี้นะคะ) คือห้อง Japanese suites ค่ะ มีสองห้องเป็นห้องนั่งเล่นกับห้องนอนแยกกันไปเลย เราชอบที่นอนแบบญี่ปุ่นนะ นอนพื้นกับฟูกนุ่มมมมๆ อ่อ ห้องนี้มีระเบียงด้วยนะคะ

ก่อนจะพาทัวร์ เราแนะนำให้รู้จักกับที่พักก่อน คือที่นี่เราว่าคนไทยอาจจะคุ้นชื่ออยู่บ้าง เพราะที่นี่เป็น Location ในหนังเรื่อง Fanday แฟนกันแค่วันเดียว และยังเป็นลานสกีที่ใหญ่และดังมากๆ เพราะหิมะที่นี่ทั้งหนาและนุ่มค่ะ จริงๆถ้าหน้าหนาวก็อยากจะกลับมาลองเหมือนกัน มือใหม่อย่างเรายิ่งน่าจะชอบ ล้มขึ้นมาจะได้ไม่เจ็บมาก 555 แต่สิ่งที่คนอาจจะไม่รู้คือแล้วถ้าหน้าร้อนละ.. มีอะไรทำบ้าง ซึ่งก็มีเยอะแยะเลยแหละ เยอะจริงๆ เรามีเวลาเล่นไม่ครบทุกอย่างหรอก เลยคงเล่าได้แค่บางอย่างที่ได้ลองเนอะ ยังไงลองไปดูกิจกรรมทั้งหมดของหน้าร้อนกันได้ที่

https://www.kiroro.co.jp/summer-activities/?ES=LPS_Tribute_4377_SummerActivities_Mar18_EN_AP

อะ มาดูกันต่อว่าสองวันที่อยู่ที่นี่เราทำกิจกรรมอะไรกันไปแล้วบ้าง

- SEGWAY TOUR -

เราเคยเล่น Segway ของเพื่อน แต่เป็นแบบไม่มีที่จับ รู้สึกว่าย๊ากกกกยาก พอต้องมาเล่นอันนี้ตอนแรกก็คิดนะ จะรอดปะวะ 55555 แต่พอมาเห็นของจริง เอ้อออ อันนี้มีที่จับ น่าจะง่ายกว่า ซึ่งก็จริง ทรงตัวง่ายกว่าเยอะมากก แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ๆ เราจะเข้าป่าได้เลยนะคะ เค้าจะสอนให้เรารู้จักกับ Segway ก่อน ค่อยๆสอนตั้งแต่วิธีขึ้น วิธีควบคุม ลองเดินหน้า ถอยหลัง ซิกแซก มีสนามซ้อมให้ไปลองกับพื้นขรุขระ ลองขึ้นลงเนิน คือฝึกจนเค้ามั่นใจว่าจะปลอดภัยถ้าพาเราเข้าป่าจริง เค้าถึงจะเริ่มพาเข้าป่านะคะ

เมื่อฝึกกันเสร็จแล้วก็เข้าป่ากันค่ะ เย้!!  ส่วนตัวเป็นคนชอบป่า ชอบต้นไม้อยู่แล้ว เราเลยชอบกิจกรรมนี้นะคะ ได้ไปเห็นดอกไม้เห็นต้นไม้ในป่า อากาศดีด้วย เย็นสบายค่ะ ชอบเลย แล้วก็ไม่ยากด้วยนะ เราว่าเด็กก็เล่นได้ ผู้ใหญ่ก็เล่นได้ค่ะ และจริงๆ มันมีทางแบบไกลหน่อยด้วย แต่เนื่องจากเวลาเราน้อย เพราะอยากลองกิจกรรมอื่นๆอีก เราเลยเลือกแบบระยะสั้นค่ะ

-FIVE STAR WATERFALL ADVENTURE TOUR -

จริงๆ แล้วตอนแรกอะจะลงกิจกรรมแค่ waterfall tour แต่ดันหันไปเห็นรูปของกิจกรรมนี้ ซึ่งมันดูน่าสนุกดี เลยเปลี่ยนใจกระทันหัน อะ ขอเพิ่มคำว่า ADVENTURE เข้ามาหน่อย!

ซึ่งก็เหมือนเดิมนะคะ ก่อนที่เราจะไปทำกิจกรรมอะไร เค้าจะต้องติดตั้งอุปกรณ์ และสอนเราใช้อุปกรณ์ จนมั่นใจว่าเราใช้เป็นจริงๆ ซึ่งมันดีมากๆๆ เพราะเราอุ่นใจว่ามันจะปลอดภัยแน่นอน

พอสอนเราใช้อุปกรณ์จนเราใช้เป็นแล้ว ก็ไปลุยกันค่ะ เค้าพาเราเดินเข้าป่าและสิ่งแรกที่ต้องทำคือ... โรยตัวจากหน้าผา!!!  คือตอนแรกก็คิดว่าไม่กลัว แต่ทำไมพอมาถึงที่จริง ... เออ กลัวอะ คือเอาจริงปกติกลัวความสูงนะ แล้วนี่ต้องหันหลังโรยตัวลงจากที่สูงงงงงง โอ้ยยยยยย จะบ้าาาาาา แต่ก็ต้องใจดีสู้เสือเนอะ มาขนาดนี้แล้ว ปลอบใจตัวเองว่าไม่กลัวแล้วเดินลงไป ซึ่งพอก้าวแรกผ่านไปได้ เออก้าวสองง่ายขึ้นเยอะ และหลังจากนั้นก็ชิลๆละค่ะ ไม่กลัวแล้ว สบายมาก

-BUNGEE TRAMPOLINE -

กิจกรรมสั้นๆ คั่นเวลากันหน่อยค่ะ มาโดดแทรมโพลีนกัน คือตอนแรกคิดว่ามันไม่มีอะไร แค่โดดๆ แต่พอโดดจริง เอ้ยยย มันสูงนะ แอบเสียวท้องอยู่ 55555 นี่เค้าบอกให้ตีลังกา ลองตีดูตีได้ด้วยอะ ใช้สกิลจากการเรียนโยคะฟลาย มันคล้ายๆกัน .. แต่สิ่งที่คาดไม่ถึงคือมันเหนื่อยยยยยใช้ได้เลย เหงื่อแตก เอาจริงมันก็คือการออกกำลังกายอะแหละ

- BUGGY TOUR -

รถบักกี้อะอารมณ์แบบเหมือนขับ ATV นะ ก็ไม่ได้ยาก แต่ทางจะขรุขระหน่อย แรกๆ อาจตกใจเพราะรถมันจะโยกๆ แต่มันไม่ล้มง่ายๆนะ ล้อนางใหญ่มากกก ค่อนข้างเซฟระดับนึงเลยแหละ ขอแค่อย่าตกใจแล้วเร่งคันเร่งก็พอ ก็ขับขึ้นไปบนภูเขากันค่ะ อากาศวันนี้จะร้อนหน่อย แต่สนุกดีค่ะ

- E-BIKE LEVO -

เป็นรถจักรยานที่แบบจะมีมอเตอร์ เอาจริงๆ เราไม่ค่อยเข้าใจวิธีการทำงานของมันเท่าไหร่นะ แต่เหมือนเวลาเราปั่นเราจะไม่เหนื่อยเหมือนจักรยานปกติ คือมันไม่ต้องออกแรงปั่นมาก เราได้ลองขับขึ้นเขาแล้ว ถามว่าเหนื่อยมั้ย ก็เหนื่อย555555 แต่เหนื่อยน้อยกว่าปั่นจักรยานปกติแน่ๆ เอาจริงถ้าจักรยานปกติคือจอดแล้วเดินเข็นไปแล้วจ้าาาา แต่กิจกรรมนี้ไม่ได้ถ่ายรูปไว้ แต่มีวีดีโอนะ รอดูวีดีโอกันจ้ะ

- Gondola, Sky Deck & Lover’s bell -

อันนี้ไม่พูดถึงไม่ได้ เป็นไฮไลท์ของเค้าเลย คือการนั่งกระเช้าขึ้นไปบนภูเขา และไปสั่นระฆัง อะถ้าใครได้ดูแฟนเดย์ต้องคุ้นกับฉากนี้แน่ๆ แต่นี่เรากำลังจะพาขึ้นไปตอนหน้าร้อน บรรยากาศจะต่างจากในหนังค่ะ ถ้ามาหน้าหนาว หิมะจะขึ้นมาหนามาก บางวันหิมะสูงขนาดกระโดดก็แตะถึงระฆังละ ส่วนหน้าร้อน อูหู้ววววระฆังสูงเชียว ต้องสั่นด้วยเชือกนะ ซึ่งเค้าก็เชื่อกันว่าถ้าสั่นระฆังแล้วจะโชคดีเรื่องความรักแหละ

 

แต่สิ่งที่เราชอบของบนนี้กลับไม่ใช่ระฆัง แต่เราชอบทุ่งดอก Lupin !!!!  คือชอบบบบ ถ่ายรูปเพลินมาก จริงๆ ผึ้งเยอะมากเลยนะ 55555 แต่ก็ยังจะเข้าไปถ่ายรูปให้ใกล้ดอกไม้ที่สุดอยู่ดี (ไม่ได้เหยียบเข้าไปนะคะ เราเดินเข้าไปตรงจุดโล่งๆที่ไม่มีต้นไม้ค่ะ)

กิจกรรม Outdoor ที่เราได้ลองระหว่างพักที่นี่สองวันก็ประมาณนี้ค่ะ จริงๆ ยังมีอีกหลายอย่างมากที่อยากลอง แต่เวลาไม่พอ มีทั้งอยู่ในบริเวณโรงแรม เช่น Mini golf , Bubble ball , pump track หรือจะออกไปกิจกรรมข้างนอกก็มีน่าสนใจอีกหลายกิจกรรมมาก ทั้ง Kayak , Canyoning , Rafting , Paddle tour หรือถ้าใครชอบกิจกรรมทำมือเก๋ๆ ก็จะมีทั้งทำเทียน ทำตะเกียบอะไรแบบนี้ค่ะ เราว่ากิจกรรมที่นี่ไม่ได้เหมาะแค่กับเด็กนะคะ ผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นเองก็น่าจะชอบค่ะ หรือจะมากันทั้งครอบครัวก็ดีเลยยยย ได้ทำกิจกรรมร่วมกันสนุกๆ

นอกจากกิจกรรมที่ว่ามา ที่นี่จะมีโซนที่เรียกว่า Kiroro Village จะมีอีกหลายอย่างเลยค่ะ ลองไปดูกัน

- swimming pool -

ที่นี่มีสระว่ายน้ำด้วยนะคะ ใหญ่เลยแหละ (เอาจริงๆ คือพึ่งรู้ว่ามีเลยไม่ได้เอาชุดว่ายน้ำมา เสียดายยยย) มีทั้งสระเด็ก สระผู้ใหญ่ บ่อจากุซซี่ และห่วงยางไว้ลอยเล่นด้วยยย

- onsen -

นอกจากสระว่ายน้ำ สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คืออออ Onsen ค่าาา ที่นี่จะมีทั้งแบบแยกบ่อขายหญิง และบ่อรวม แต่บ่อรวมเค้าให้ใส่ชุดว่ายน้ำนะคะ เดี๋ยวพาไปดูบ่อหญิงก่อนค่ะ เราไปตอนไม่มีคน และขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อนถ่ายแล้วนะคะ

ส่วนบ่อรวม อันนี้ชอบมากๆๆๆๆๆๆๆ คือเป็นวิวภูเขาสวยงาม แล้วบ่อจะตกแต่งด้วยหิน มันดูธรรมชาติดีมากๆ เลยค่ะ

ตรงนี้เป็นโซนห้องรวม ที่หลังจากแช่ออนเซนเสร็จแล้วจะมานั่งรวมกันผู้หญิงผู้ชายได้ มีเก้าอี้นวดด้วย ชอบอะ สบายมากกกกกกก

นอกจากนั้นจะยังมีเหมือนเป็นร้านซื้อของฝาก มีอะไรน่าซื้อกลับเต็มไปหมด เผื่อใครขี้เกียจซื้อที่สนามบินก็มาซื้อที่นี่ได้ค่ะ  สิ่งที่แบบแนะนำว่าห้ามพลาดคือ Soft Serve โหหหหหมันดีมาก น้ำตาไหล

เดี๋ยวลองดูเก็บตกโซนอื่นๆ เดินถ่ายรูปรอบโรงแรมเล่นกันค่ะ

ร้านอาหารก็มีนะคะ เหมือนจะมีร้านอาหารญี่ปุ่นด้วย แต่เราไม่ได้ลอง เราไปลอง BBQ ค่ะ สั่ง meat set และ Seafood มา อย่างละ 1 เลยค่ะ  เอาจริงงงงงงง อย่าพลาด!!! มันดีๆๆๆๆๆ ไอที่หน้าตาเหมือนไส้อั่วนี่อร่อยมากกกกกกๆ ส่วนเนื้ออื่นๆ ก็มีครบทั้งหมู ไก่ เนื้อ แกะ ก็โอเคนะคะ ส่วนซีฟู้ดนี่สดอยู่แล้ว

หรือถ้าใครไม่อยากกินซีฟู้ดก็มีร้านอาหาร Italian อยู่นะคะ เราได้ลอง Roma set กับ Pasta Uni ไป สำหรับเรา Roma set โอเคนะคะ อร่อยดีค่ะ แต่ส่วนตัวเฉยๆ กับ Pasta Uni ค่ะ แต่คนอื่นอาจชอบก็ได้ ต้องลองดูค่ะ

ประสบการณ์การพักผ่อนที่ The Kiroro a Tribute Portfolio Hotel 3 วัน 2 คืนของเราก็ประมาณนี้ค่ะ สำหรับเราเราชอบนะ เพราะเราเป็นคนชอบทำกิจกรรมอยู่แล้ว และกิจกรรมที่นี่ก็สนุก มีให้เลือกหลากหลายดี ยังอยากลองมาอีกในหน้าหนาว อยากมาลองเล่นสกีดูบ้าง ไว้จะมาลองดู 🙂

ใครสนใจ เข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.kiroro.co.jp/

แต่รีวิวเราจะยังไม่จบง่ายๆ แค่นี้นะจ๊ะ เราจะแถมท้ายด้วย Otaru และ Sapporo ก่อนจะกลับไทยค่ะ หลังจาก Check-out แล้ว เราก็จะนั่งรถบัสจากหน้าที่พัก ที่เราทำการจองไว้ล่วงหน้าแล้ว ไปลงที่สถานี Otaruchikko แต่คลองโอตารุไม่ได้อยู่สถานีนี้นะคะ เราต้องนั่งรถไฟต่ออีก ไปลงสถานี Otaru ค่ะ

เมื่อถึงสถานีแล้ว ใครมีกระเป๋าใหญ่ก็ฝากกระเป๋าที่ Locker ก่อนได้นะคะ ในสถานีก็มีแต่ส่วนใหญ่เต็ม ให้เราเดินออกมาหน้าสถานี เลี้ยวขวา จะเจอห้องฝากกระเป๋าหน้าตาแบบนี้ เราก็เลือกล็อคเกอร์ตามไซส์กระเป๋าเรา หยอดเหรียญแล้วดึงกุญแจออก เท่านี้ก็เรียบร้อย

ตอนแรกเราตั้งใจจะมากินทั้งข้าวหน้าปลาดิบรวมและไก่ทอดดด เพราะที่นี่เค้าดังเนอะ ซึ่งก็ลิสไว้หลายร้านเลยสำหรับข้าวหน้าปลาดิบ ส่วนไก่ทอดตอนแรกตั้งใจจะกินร้าน Naruto แหละ ดังสุดละ แต่โชคดีเราเจอพี่คนไทยที่อยู่ที่ญี่ปุ่นมานาน เค้าเลยแนะนำร้านนึงที่อร่อยทั้งข้าวหน้าปลาดิบและไก่ทอดดด ร้านชื่อว่า Sushi Washokushikama (เสิชใน google map ก็เจอค่ะ)

Sushi Washokushikama

ซึ่งก็อร่อยสมกับที่พี่เค้าแนะนำจริงๆ ไก่นี่เด็ดดดดดดดมากๆๆๆๆๆ โอ้ยน้ำลายไหลลลลล มาเถอะรับรองไม่ผิดหวัง

กินเสร็จต้องเดินย่อยกันหน่อยค่ะ ถนนเส้นนี้จะเป็นถนนยาวๆ มีร้านต่างๆทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ของฝาก และอีกมากมายตั้งอยู่ข้างทางนะคะ เสียดายที่วันนั้นแดดค่อนข้างร้อนมากๆๆๆ ทำให้เราแทบไม่ได้แวะดูอะไรเท่าไหร่เลย แล้วเดินอยู่ดีๆ ก็บังเอิญเจอพี่รุจ The star ไปอีกกก เลยจับนางมาเดินนำทางซะเลย 55555

พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรีโอตารุ (Otaru Music Box Musem)

ข้างหน้าจะมีนาฬิกาไอน้ำโบราณเก่าแก่ ที่เหลืออยู่เพียง 2 เรือนบนโลกเท่านั้น ทุกๆ 15 นาที จะมีเสียงเพลงพร้อมปล่อยไอน้ำค่ะ ส่วนข้างในมีกล่องดนตรีสวยๆ น่าซื้อกลับไปฝากเพียบเลย เยอะมากจริงๆ แต่เราไม่ได้ซื้อค่ะ เพราะคนนิสัยแบบเราซื้อไปน่าจะแตกก่อนถึงไทย 55555555

เอาจริงคือเราถนัดกินมากกว่า ข้างๆ พิพิธภัณฑ์มีร้านขนมอยู่ ชื่อ Kitakaro ขนมเค้าดังหลายอย่าง แต่ที่เราอยากมาลองคือ Shu cream จ้าาา แล้วคืออร่อยมาก นุ่มละมุนนนน ต้องกินจริงๆ มันดี! ดีขนาดไม่มีรูปเพราะอร่อยจนลืมถ่าย ส่วน Soft serve ก็ถือว่าโอเค แต่ไม่ได้ติดใจมากมาย

กินต่อ ร้านดังของที่นี่อีกร้านคือ Letao ค่ะ ใครมาก็ต้องกิน แต่เอาจริงเราโคตรอิ่ม เริ่มกินไม่ไหว เลยสั่งอะไรเล็กๆ กินเอา ถามว่าอร่อยมั้ยก็อร่อยแหละ แต่คือเข้าใจมั้ย พอคนมันอิ่มมาก กินไปมันก็จะแบบไม่รู้สึกว้าวแล้ว 5555555 เราผิดเอง แต่เอาจริงๆ เลยปะ เราไม่ได้อิ่มขนาดนั้นหรอก แต่เราดูรูปแล้วเริ่มรู้สึกว่าแก้มเริ่มออกแล้ว เราเลยสะกดจิตตัวเองว่าฉันอิ่มแล้วๆๆๆๆ ฮือออออออ

พอค่ะ ไม่กินแล้ว เดินย่อยดีกว่า เดินไปคลอง Otaru ที่เป็น signature ของที่นี่กัน เอาจริงตอนแรกที่เคยเห็นในรูปเราคิดว่าจะเป็นคลองยาวววววๆ แต่พอมาถึงคลองก็สั้นๆ นะ เดินแปบเดียวก็หมด รอบข้างก็จะเป็นโกดังเก่าที่เอามาทำเป็นพวกร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของ แทนแล้วล่ะ เสียดายที่มีเวลาเดินไม่เยอะ และวันนั้นก็ร้อนมากๆๆๆ ด้วย เราเลยไม่ค่อยอยากเดินเท่าไหร่ แง เอาไว้หน้าหนาวค่อยกลับมาใหม่แล้วกัน 🙂

กลับไปเอากระเป๋าที่สถานี Otaru แล้วนั่งรถไฟไปไปสถานี Sapporo station กันค่ะ ที่นี่เป็นสถานีใหญ่นะ ไว้นั่งรถไฟไปเมืองอื่นๆ ได้  เราจะมาฝากกระเป๋าไว้ที่นี่ (ล็อคเกอร์ที่นี่เยอะมาก ฝากแล้วถ่ายรูปร้านแถวๆนั้นไว้ด้วย คือสถานีมันใหญ่ เผื่อหลงจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดินหา) แล้วนั่งรถไฟต่อไปที่สถานี Susukino ค่ะ

Susukino เป็นถนนที่ตอนกลางคืนจะคึกคักมาก มีทั้งร้านอาหาร แหล่ง shopping ร้านคาราโอเกะ และสถานบันเทิง อย่างแหล่ง shopping นี่จะกระจายตัวอยู่ทั่วบริเวณนั้นเลยนะ แต่เราเดินแค่จุดเดียว (ซึ่งก็ใหญ่มากละ) คือถนนคนเดิน Tanukikoji มีทั้งหมด 7 บล็อคเลย ใครมีเวลาก็เดินไปค่ะ ใครเวลาน้อยเราแนะนำบล็อค 3-5 ก็พอค่ะ แค่นี้ก็หมดตัวแล้วจริงๆ

เมื่อหมดตัว เราก็จะหันเหไปทางของกิน ... ที่ Sapporo มีสิ่งนึงที่ดังมาก และเราอยากมาลองสุดๆ ก็คือ Soup Curry ค่ะ ปกติเคยกินแต่ข้าวแกงกะหรี่เนอะ ไม่เคยกินแบบซุป ก็เลยต้องไปลองให้ได้ ร้านที่เราเลือกคือร้าน Suage Soup curry & dining (อ่านว่าซูอาเกะ นะคะ เผื่อไปถามทาง) อยู่ถนน Susukino นี่แหละค่ะ (แต่สาขาอื่นก็มีนะ ลองหาดู)  เตือนไว้ก่อนว่าคิวยาวมาก แต่รอไม่นานขนาดนั้น แถวก็ขยับเรื่อยๆ ค่ะ

เราสั่งอะไรซักอย่างที่เขียนว่า Beef มาเพราะเราชอบกินเนื้อ แต่สิ่งที่ได้มามันเหมือนเอ็นเนื้ออะ ซึ่งไม่อร่อย กินไม่ได้ เสียดายโคตรรรรรร แต่น้ำกะผักคืออร่อยมากนะ แล้วข้าวเราสั่งโปะชีสเพิ่ม แล้วให้ลองบีบมะนาวเพิ่มด้วย คือดีมากกกก เสียดายจริงไม่น่าสั่งเนื้อเลย แต่พี่เราสั่งอารมณ์แบบหมูตุ๋น อันนี้คืออร่อยมากกก หมูนุ่ม กินกับซุปแกงกะหรี่หอมๆ โหหห คือฟินสุดดดดด ต้องลอง!

อะก่อนจะจบทริปนี่มีอะไรจะเล่าให้ฟัง คือก่อนมา ประมาทเรื่องจองที่พักคืนสุดท้าย กะว่า Sapporo เมืองใหญ่ไม่ต้องรีบจองก็ได้ เลยมาจอง 1 อาทิตย์ก่อนเดินทาง และปรากฏว่า... โรงแรมเต็มหมดจ้าาาา!!!!! ช็อคเลยอะ คือหาได้ถูกสุด 8,000 ซึ่งเอาจริงๆ ก็ไม่ไหวอะ นอนไม่กี่ชั่วโมงเอง เช้าต้องตื่นมาขึ้นเครื่องละ ก็นั่งหาไปเรื่อยๆ จนเจอนี่ค่ะ Air Terminal ที่สนามบิน New Chitose ที่นี่จะเป็น Onsen ในสนามบิน แต่ความเลิศคือ ที่นี่สามารถนอนได้นะ คือจ่ายประมาณพันกว่าบาท สามารถแช่ออนเซนและนอนค้างคืนได้ แต่ที่นอนแบบเป็นห้องจะมีไม่กี่ที่หรอกค่ะ นอกนั้นจะเป็นเก้าอี้นอน (ซึ่งเอนได้เท่าๆกับนอนราบ นุ่มและสบายมาก) มีโซนเล่นเกมให้ด้วยเผื่อใครเบื่อๆ และตื่นเช้ามาก็มีมื้อเช้าให้กินไปอีกกกกก เอ้าดีงามขนาดนี้ ต้องไปลองค่ะ เราเลยตัดสินใจไม่จองที่พัก เพราะจะไปพักที่นี่  ซึ่งก็เสี่ยงดวงแหละ เพราะที่นี่ walk in เท่านั้น ไม่รับจอง แต่เห็นเค้าบอกว่าที่นอนเยอะมากๆๆๆ ยังไงก็ไม่เต็ม แต่ก็ด้วยความใบเฟิ๊ร์นนนนนใบเฟิร์นอะเนอะ ไปถึงเป็นไงละ.. เต็ม ค่ะ !!!

ฮือออออ ตอนนั้นคือช็อค ไม่มีที่นอน สนามบินกำลังจะปิดแล้ว เคยอ่านเจอมาว่าสนามบินนี้นอนไม่ได้ด้วย รถไฟก็กำลังจะหมด ที่พักแถวนั้นก็ไม่เหลือแล้ว โอยท้อออ แต่ไม่ใช่เราคนเดียว คือมีเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกกว่า 30 คนได้ ก็เลยอุ่นใจขึ้นมาหน่อย สุดท้ายก็ตัดสินใจนอนตรงหน้าสปานั่นแหละค่ะ นอนกองๆ รวมกันหลายคนอุ่นใจดี ซึ่งก็มีลุงยามเดินและพูดอะไรไม่รู้ตลอดเวลา คือฟังไม่ออก ตอนแรกคิดว่าคงมาไล่รึเปล่า แต่ทำไมไม่มีใครลุก มารู้ตอนหลังว่าคุณลุงเค้าพูดประมาณว่า ห้องน้ำอยู่ตรงนี้นะคร้าบบบ ตู้กดน้ำอยู่ตรงนี้นะคร้าบบบ บันไดเลื่อนกำลังจะปิดแล้วนะคร้าบบบบบ ....  ก็ นั่นแหละค่ะ นี่เลยกลายเป็นประสบการณ์นอนสนามบินครั้งแรกในชีวิต 555555 ถ้าใครไม่อยากมีประสบการณ์แบบนี้ก็อย่าประมาทค่ะ จองที่พักไว้แต่เนิ่นๆ แต่จริงๆ แล้วการนอนสนามบินแบบนี้ก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น อาจเพราะเป็นญี่ปุ่นด้วยเลยอุ่นใจระดับนึงเลย

และพอเช้ามา ประมาณตี 5 เค้าก็ถึงจะเปิดให้พวกเราเข้าไปได้ อย่างน้อยเราเลยได้ไปออนเซนเพื่ออาบน้ำตอนเช้า และได้นอนงีบซักแปบ ซึ่งเก้าอี้นอนเค้าสบายจริงๆ ลงปุ๊บหลับปั๊บบบ ถ้าเมื่อคืนได้มานอนที่นี่คงดี

 

 

จบแล้ว ฮอกไกโดครั้งที่สองของเรา มั่นใจว่าต้องมีครั้งต่อไปอีกแน่ๆ แล้วครั้งต่อไปจะมาฤดูไหน มาทำอะไรอีก รอติดตามกันนะ 🙂