เดินทางมาจนถึง Part สุดท้ายของทริปอิตาลี่แล้วนะคะ เดี๋ยวเฟิร์นจะพาทุกคนไปชม 2 เมืองแห่งสายน้ำที่โรแมนติกมากๆ เมืองแรกจะเป็นเมืองติดทะเล เป็นบ้านริมผาก่อตัวเป็นชั้นๆ มีคนมาเล่นน้ำทะเล นอนอาบแดด ตกเย็นไปดูพระอาทิตย์ตก และอีกเมืองเป็นเมืองในฝันของใครหลายๆคน รวมถึงเฟิร์นด้วย นั่นก็คือ Venice นั่นเองค่ะ เดี๋ยวมาลองดูกันว่าจะสวยเหมือนฝันอย่างที่เค้าว่ากันรึเปล่า

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part 1 และ 2 สามารถย้อนอ่านได้ที่ 

http://bivoyage.me/summer-in-italy-part1/

 

และเรามี Vlog ของทริปนี้ด้วยนะคะ เผื่อใครอยากดูแบบภาพเคลื่อนไหวสามารถติดตามได้ที่

ITALY EP.1  https://www.youtube.com/watch?v=HmaO1tdfN8s&index=6&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

ITALY EP.2  https://www.youtube.com/watch?v=NkaD0E3NvJ8&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ&index=5

ITALY EP.3  https://www.youtube.com/watch?v=ya8mW4wRESs&index=4&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

ITALY EP.4  https://www.youtube.com/watch?v=tzwnqIpmZOs&index=3&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

 

Day 5

วันนี้เราจะเดินทางออกจากโรมนะคะ เดี๋ยวเราจะย้ายไปเที่ยวที่ Cinque Terre กันน วิธีการเดินทางนะคะ จากโรมเฟิร์นนั่งรถไฟด่วนไปลงที่สถานี La spazia Centrale รวมเวลาทั้งหมดกว่าจะไปถึงก็ 4 ชั่วโมง !!!!  ฮืออออ เสียเวลาไปกับการเดินทางค่อนข้างเยอะค่ะทริปนี้ แต่ทำยังไงได้ เวลาน้อย อยากไปหลายที่เองเนอะ

รถไฟที่นี่สามารถให้สัตว์เลี้ยงขึ้นมานั่งด้วยได้นะคะ แต่เฟิร์นสังเกตุว่าเจ้าของสัตว์เลี้ยงที่นี่มีความรับผิดชอบดีค่ะ ไม่ได้ปล่อยให้สัตว์เลี้ยงขับถ่ายในที่สาธารณะ คือประเทศนี้เป็นประเทศที่น้องหมาเข้าได้แทบทุกอย่าง ร้านอาหาร ร้านค้าต่างๆ แต่เรื่องความสะอาดเราว่าโอเคเลยค่ะ และน้องหมาก็ไม่โวยวายด้วย

-La Spezia -

เมืองนี้เป็นเมืองที่ถ้าใครจะมาเที่ยว Cinque Terre ก็จะต้องผ่านมาที่นี่ก่อนค่ะ แล้วค่อยต่อรถไฟเข้าไปในแต่ละหมู่บ้าน หรือหลายๆคน (รวมถึงเฟิร์น) ก็เลือกที่จะนอนที่เมืองนี้นะ แล้วค่อยนั่งรถไฟเข้าไปเที่ยวหมู่บ้านต่างๆ เอา ด้วยเหตุผลที่ว่า สะดวกกว่า และถูกกว่า สำหรับเมืองนี้เฟิร์นจอง Airbnb เหมือนเดิมค่ะ ที่พักนี้ก็ดีเลย จากสถานีก็เดินไปได้ ใครไม่อยากเดินก็นั่งบัสได้  ใกล้ super market เจ้าของห้องน่ารักมาก ห้องโอเคเลยค่ะ แนะนำนะๆ ใครอยากจองเข้าไปที่ลิ้งนี้ค่ะ https://abnb.me/LIzTNR60UQ

ตอนถึงสถานีเราหิวกันมากๆๆๆๆ เราเลยแวะกินร้านนี้ก่อนค่ะ ร้านชื่อ Ristorante Roma เดินออกสถานีมาตามถนนนิดเดียวก็คือถึงเลย อร่อยดีค่ะร้านนี้ อาหารทะเลสดดี และขนมอร่อยค่ะ

-Cinque Terre -

ถึงเวลาเข้าไปที่แต่ละหมู่บ้านกันแล้วค่ะ เล่าให้ฟังก่อนว่า Cinque Terre (ชิงเคว่ แตรเร) แปลว่า ดินแดน(หรือเมือง) ทั้งห้า ส่วนใหญ่ที่นี่ก็จะเป็นบ้านสีๆ ติดริมทะเล อยู่ตรงหน้าผา อะไรแบบนี้ค่ะ ที่นี่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นสถานที่อนุรักษ์ของยูเนสโก World heritage site ตั้งแต่ปี 1997 แล้วด้วยค่ะ  ถ้าใครมีเวลาและคิดว่าไปได้ครบ เราแนะนำซื้อเป็น Cinque Terre Card นะคะ เป็นเหมือนตั๋วรายวัน ไว้ขึ้นรถไฟ และสามารถเดินเขาตามเส้นทางชมธรรมชาติได้ เฟิร์นไม่แน่ใจเรื่องราคานะคะ เพราะเฟิร์นสามารถใช้ Eurail pass ได้เลย เลยไม่จำเป็นต้องซื้อค่ะ  สำหรับเมืองทั้ง 5 เดี๋ยวเฟิร์นจะบอกก่อนเลยว่ามีอะไรบ้างนะคะ เพราะเฟิร์นไปไม่ครบ 5555 จะไล่จากใกล้สุดไปไกลสุดนะคะ

Riomaggiore  ริโอมัจจอเร เมืองนี้ได้ไปมาค่ะ เดี๋ยวมาเล่าให้ฟัง

Manalora  มานาโลรา เมืองนี้ไปนะคะ เดี๋ยวจะมาเล่าให้ฟังต่อค่ะ

Corniglia คอร์นิกกิลย่า เมืองนี้เฟิร์นไม่ได้ไป เพราะต้องเดินเขาและใช้เวลานาน แต่เค้าว่าสวยนะ น่าไป

Vernazza  เวร์นาซซา อันนี้แว๊บไปมาแปบบบบเดียว เดี๋ยวมาเล่าให้ฟังค่ะ

Monterosso มอนเตรอสโซ่  เมืองนี้มีหน้าหาดด้วย แล้วก็จะมีร่มสีๆ กาง แต่เฟิร์นไปไม่ทันค่ะ เกิดเหตุขัดข้องนิดหน่อย เสียใจจจจ

อะะ เรามาเริ่มกันทีละเมืองที่เฟิร์นไปมา เฟิร์นเริ่มจากเมืองที่ใกล้ที่สุดก่อนค่ะ

Riomaggiore

เมืองนี้ใกล้สุด เฟิร์นเลยแวะมาที่นี่ก่อนเลยค่ะ ด้วยความเป็นเมืองแรกที่เรามาเห็นเนอะ เราก็รู้สึกว้าวในระดับนึงเลย ชอบความบ้านสีๆ ชอบเห็นฝรั่งนอนอาบแดดกัน ดูชิลดีค่ะ  แต่เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้มีอะไรมากเท่าไหร่ค่ะ เฟิร์นยังคิดว่าเฟิร์นอยู่นานเกินความจำเป็น 5555555 เลยเสียเวลาไปเยอะเหมือนกันกับตรงนี้

แล้วก็มีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น คือเฟิร์นจะนั่งรถไฟไป Monterosso หมู่บ้านที่ไกลสุด แล้วเฟิร์นก็ดูจากตารางแล้วว่า platform ไหนมากี่โมง เฟิร์นก็ไปยืนรอ พอถึงเวลา รถไฟก็มาพอดี เฟิร์นก็ขึ้นไปอย่างสบายใจ ซักพัก เฮ้ยเริ่มแปลกๆ ทำไมรถไฟไม่จอดเลย นั่งไปนั่งมาเริ่มยาว เอาแล้วไง... มันเลย Monterosso ไปแล้ว ไปไกลด้วย และยังไม่มีท่าทีว่าจะจอด!!!!!!! กว่าจะจอดคือล่อไปเกือบถึง Positano คือมันไกลมากเลยนะ ช็อคมากอะ กว่าจะนั่งกลับ รวมๆ แล้วไปกลับคือเกือบชั่วโมงเลยค่ะ เราเลยไม่แวะ Monterosso แล้ว เพราะคิดว่าเค้าก็คงหุบร่มกันแล้ว เราเลยไปแวะ Vernazza กันหน่อย เพราะคิดว่ายังเหลือเวลา

Vernazza

เป็นเมืองที่เราเฉยๆ มากเลย เพราะก็มีความคล้ายกับ Riomaggiore ที่ไปมา แต่อันนั้นยังดูมีอะไรกว่า อันนี้ไม่ค่อยมีอะไรเท่าไหร่ค่ะ เลยแว๊บมาแค่แปบเดียว เราเห็นว่าพระอาทิตย์ใกล้ตกแล้ว เลยจะนั่งไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่เมืองสุดท้าย

แล้วระหว่างที่อยู่บนรถไฟ.... ก็เกิดรถไฟ Strike !!!!!!  ก็คือ รถไฟก็จอดนิ่งๆ อยู่แบบนั้น ทั้งๆที่สองหมู่บ้านนี้ใกล้กันมาก รถไฟวิ่งจริงๆ คือไม่ถึงสิบนาที แต่รถไฟจอดนานนนนนนมากกกกกกกกก แล้วเราเห็นพระอาทิตย์ค่อยๆตกเรื่อยๆ ข้างนอกเริ่มมืดลงๆ คือเราเซ็งมากๆๆ เพราะมาที่นี่ยังไม่รุ้สึกว่าได้ประทับใจกับอะไรเท่าไหร่เลย กะว่ามาดูพระอาทิตย์ตกที่หมู่บ้านที่สวยที่สุดน่าจะเป็นการปลอบใจตัวเองได้ แต่กลายเป็นว่ารถไฟดันมาขัดข้อง แล้วเราก็ต้องมาดูพระอาทิตย์ตกบนรถไฟแทน

Manalora

และในที่สุดก็มาถึงจนได้ เราวิ่งกันตาแหกเพื่อจะไปจุดชมวิว หวังว่าจะทันพระอาทิตย์ตก (ทางไปไม่ยากเลยค่ะ ออกไปหน้าหาดแล้วเดินตามคนอื่นไปเลย ง่ายมาก)  คือก็โชคดีที่ทันก่อนฟ้าจะมืดสนิท แต่ถ้ามาเร็วกว่านี้ต้องสวยมากแน่ๆ เราก็เซ็งตัวเองที่บริหารเวลาไม่ดีเลยวันนี้ และอะไรหลายๆอย่างก็พร้อมใจกันผิดพลาดหมด เอาเป็นว่าอยากให้ทุกคนเผื่อเวลาด้วยค่ะ และรถไฟที่นี่จากที่อ่านมาคือ Strike ค่อนข้างบ่อยด้วย..  แต่หมู่บ้านนี้สวยนะ เฟิร์นชอบสุดในทุกหมู่บ้านเลย ถ้ามาเร็วกว่านี้น่าจะดีค่ะ

สรุปของเมืองนี้นะคะ พูดตรงๆ ว่าเฟิร์นเฉยๆนะ คืออยากมาให้เห็นเมืองที่เป็น World heritage site แต่พูดตรงๆ ก็แอบผิดหวังค่ะ (อันนี้ความเห็นส่วนตัวนะคะ) อีกอย่างคือเฟิร์นว่าที่นี่เดินทางยากสุดในเมืองติดทะเลหลายๆเมืองด้วย คือจะมาเมืองนี้ มาจากมิลานก็ไกล มาจากโรมก็ไกล ถ้าอยู่มิลานแล้วอยากได้ฟีลนี้ แนะนำให้ไป Portofino ดีกว่าค่ะ ถ้าใครมาจากทางโรมก็จะแนะนำให้ลงใต้เลย ตรงนั้นทะเลสวยมาก โซนพวก Positano , amalfi อะไรแบบนี้ค่ะ เราเสียดายมากๆๆๆๆๆที่ไม่ได้ไปที่นี่  แต่ถ้าใครอยากมาเห็น Cinque Terre ซักครั้งก็ลองดูได้เลยค่ะ คนอื่นอาจจะชอบก็ได้น้า

Day 6

วันนี้เราจะไป Venice กันค่าาา แต่จาก La spezia จะไปเวนิสได้ก็หลายต่อมากเลย จะต้องไปต่อรถไฟที่ Pisa แล้วก็ Florence ซึ่งเราก็จะมีเวลาที่ฟลอเรนซ์ซักชั่วโมงกว่าๆ เลย กว่ารถไฟจะออกไปเวนิส เราเลยตัดสินใจเดินเล่นในฟลอเรนซ์กันนิดๆ หน่อยๆ ก่อนค่ะ ไม่พูดถึงสถานที่แล้วละกันเนอะ เพราะเล่าละเอียดไปแล้วใน Part ของเมืองนั้น เอาเป็นว่าถ้าใครยังไม่ได้อ่าน ไปอ่านได้ที่ http://bivoyage.me/summer-in-italy-part2/ 

เอารูป Florence จากวันที่แวะไปแปบนึงมาฝากกันเล็กน้อยค่ะ

ในที่สุดดเราก็เดินทางมาถึง Venice กันแล้วววววว~~~

แนะนำให้ทุกคนซื้อพาสแบบ 1 Day กันนะคะ จะได้ขึ้นลงเรือได้ตลอดทั้งวันเลย คุ้มแน่นอน คนละ 20 ยูโรนะคะ แต่ถ้าจ่ายแยกน่าจะแพงกว่านั้นนน

ส่วนครั้งนี้ก็จะพัก Airbnb เหมือนเดิมนะคะ บ้านพักเราใกล้สถานี Venezia Santa Lucia ก็จริง แต่ก็ถือว่าเดินเหนื่อย และต้องข้ามสะพานหลายสะพานอยู่ค่ะ ถ้าให้เราแนะนำ คือแนะนำให้หาที่พักที่อาจจะไม่ต้องใกล้สถานีนี้ก็ได้ แต่ให้ใกล้ท่าเรือค่ะ คือออกจากสถานีจะได้นั่งเรือหน้าสถานีได้เลย ไม่ต้องเหนื่อยลากกระเป๋า ยังไงเดี๋ยวเราลงรูปที่พักเราให้ดูก่อนนะคะ แต่ไม่ได้ลงลิ้งไว้ให้ เพราะไม่ได้แนะนำมากขนาดนั้นค่ะ (แต่ถ้าของน้อยแล้วอยากพักที่นี่ก็ถามได้ค่ะ เดี๋ยวส่งลิ้งให้)

เก็บของที่พักเสร็จแล้ว เดี๋ยววันนี้เราจะไปเกาะ Murano กันค่ะ  ไปขึ้นเรือที่ท่า Fondamente nove นะคะ มาดูรูประหว่างทางไปขึ้นเรือกันค่ะ อ่ออ แล้วถ้าใครอยากซื้อของฝากจากที่นี่ ลองดูเป็นหน้ากากก็ได้นะคะ หน้ากากจะเป็นสัญลักษณ์ของที่นี่เลย

นั่งเรือกันแค่ครึ่งชั่วโมงก็จะถึงแล้วค่า เกาะนี้คนน้อย เดินถ่ายรูปเล่นเพลินๆ กันได้เลยค่ะ เกาะนี้เค้าจะดังเรื่องการเป่าแก้วนะคะ คือเมื่อก่อนเค้าก็อยู่ที่เกาะเวนิสนั่นแหละค่ะ แต่เมื่อก่อน ที่เวนิส บ้านแต่ละหลังจะเป็นไม้ๆ ซะส่วนใหญ่ แล้วการเป่าแก้วต้องใช้ไฟไงคะ ผู้นำในสมัยนั้นเค้าก็กลัวว่าไฟจะไหม้แล้วจะลามไปหมด ก็เลยให้ช่างเป่าแก้วย้ายไปอยู่ที่เกาะ Murano กันหมดเลยค่ะ

เกาะนี้เดินเล่นเพลินๆ นะคะ ซักครึ่งวันก็น่าจะทั่วแล้ว ส่วนเย็นนี้เราจะกลับไปที่เวนิสกันค่ะ เรากะว่าจะไปดูพระอาทิตย์ตกกันที่ Ponte dell’ Accademia แต่กลายเป็นว่าหลงไปหลงมา (ยังแบบว่างงๆ กับการขึ้นเรือ ทั้งๆที่มันไม่น่างงเลย คนอื่นบอกง่าย แต่ทำไมเราหลงแล้วหลงอีกไม่รู้) ก็เลยเกือบดูพระอาทิตย์ตกไม่ทัน ทันตอนแสงจะหมดพอดี 555555 แต่ก็ยังสวยนะคะ เห็นโบสถ์ Basilica di Santa Maria della Salute กับ Grand canal สวยเลยยยยย

ค่ำนี้เฟิร์นทานที่ร้าน Pizzeria ristorante al profeta ร้านนี้ดังอยู่นะคะ ต้องรอคิวนิดนึง แต่อร่อยและถูกกว่าหลายๆ ร้านที่กินมาในทริปค่ะ แนะนำเลยยยย

Day 7

เช้าวันใหม่แล้วค่าทุกคน เดี๋ยวเช้านี้มาที่ Basilica di Santa Maria della Salute กันค่ะ ครั้งนี้จะเข้าไปในโบสถ์ด้วย สวยดีค่ะ ถ้าใครได้ค้างที่นี่แนะนำว่ามาตอนเช้าเลย คนไม่เยอะ ถ่ายรูปสนุก

แล้วก็ข้ามฝั่งไปที่ San Macro เฟิร์นมาตรงนี้ตั้งแต่ประมาณ 10 โมง ก็โอเคเลยค่ะ คนไม่เยอะ ไม่วุ่นวาย แนะนำว่าควรมาเช้าๆ นะคะ ไม่งั้นที่นี่จะคนเยอะมากกกกกกกกกกก

Piazza San Macro

ที่นี่เป็นจัตุรัสที่สำคัญมากๆ เลยค่ะ มีสถานที่สำคัญตั้งอยู่หลายอย่างเลย เดี๋ยวพามาดูกันนะคะ

Basilica di San Marco หรือ St Mark's Basilica

ที่นี่เป็นโบสถ์ที่หน้าตาจะไม่ค่อยเหมือนโบสถ์เท่าไหร่ค่ะ เพราะว่าเค้ามีการก่อสร้างเพิ่มเติมหลายครั้ง ทำให้โบสถ์นี้มีรูปแบบสถาปัตยกรรมหลายแบบผสมผสานเข้าด้วยกัน เช่น ซุ้มโค้งทางเข้าสไตล์โรมัน เสาสไตล์กรีก โมเสคสีทองสไตล์ไบแซนไทน์และยอดหัวหอมสไตล์มุสลิม และโบสถ์นี้เค้าก็เชื่อว่าพระศพของ St’mark อยู่ในนี้ด้วยค่ะ

Torre dell' Orologio

อันนี้คือหอนาฬิกาค่ะ ความพิเศษคือจะมีนาฬิกาสองแบบ ทั้งแบบเข็มและแบบดิจิตอล และที่พิเศษกว่านั้นคือ นี่คือนาฬิกาดิจิตอลเรือนแรกในโลกเลยค่ะ

bell tower

หอระฆังนี้เป็นสิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดใน Venice เลยค่ะ นอกจากเป็นหอระฆังแล้วก็ยังเป็น Lighthouse สำหรับเรือที่จะเข้าไปใน Grand Canal ด้วยค่ะ หอนี้สร้างตั้งแต่ศตวรรษที่ 9 จนในปี 1902 Bell Tower ก็ถล่มลงมา ต้องสร้างใหม่โดยใช้ซากที่ถล่มลงมาเนี่ยแหละค่ะ สร้างกลับไปให้เหมือนเดิม ข้างบนสามารถขึ้นไปชมวิวได้นะคะ แต่ต้องเสียค่าขึ้นค่ะ

Doge’s Palace

ที่นี่เป็นพระราชวังและที่ทำงานของ Doge ผู้ปกครองสูงสุดของเวนิส แต่จะสังเกตว่าที่นี่ไม่มีรั้วอะไรกั้นเลย ซึ่งเป็นความตั้งใจของ Doge เองค่ะ ที่อยากสื่อว่า Doge ได้รับเลือกมาจากความรักและไว้วางใจของประชาชน ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีรั้วหรือกำแพงกั้นเลยค่ะ

นอกจากนี้ก็จะมี Old Government building เป็นตึกยาวววไปจนถึงหอนาฬิกาค่ะ ส่วนตรงข้ามก็จะเป็น New Government building ยาวไปจนถึง Bell Tower ค่ะ

Bridge of Sigh

อันนี้อยู่ด้านข้างของ Doge’s Palace ค่ะ เป็นสะพานแคบๆ ที่นักโทษจะต้องใช้ทางนี้ในการเข้าไปเรือนจำค่ะ เค้าเลยเปรียบสะพานนี้เป็นเหมือนเสียงถอนหายใจของนักโทษที่จะต้องหันหลังให้กับอิสรภาพแล้ว

และเดี๋ยวเราก็จะมานั่งเรือกอนโดลาเข้าไปในซอกเล็กๆ ผ่านทางสะพาน Bridge of Sigh กันนี่แหละค่ะ แถวนี้มีเรือกอนโดลาจอดรออยู่เพียบเลย ของเรานั่งแบบครึ่งชั่วโมง 80 ยูโร ก็คือถือว่าแพงมากกกกๆๆๆ เลยแหละ แต่ครั้งนึงในชีวิตก็อยากลองดูค่ะ ส่วนถ้าถามถึงความว้าว  ความสวยงาม ก็จะบอกว่าเฉยๆ ค่ะ ไม่ได้สวยขนาดนั้น เราว่าอาจเพราะเราเลือกรูทที่เป็นในซอยด้วยมั้งคะ ถ้าไปนั่งเรือช่วง Grand Canal อาจจะสวยและว้าวกว่านี้ค่ะ

เอาล่ะค่ะ เรามานั่งเรือข้ามไปเกาะ Burano กัน เราขึ้นเรือจากแถวๆ St’mark square ได้เลย ลองถามคนแถวๆ นั้นดูนะคะว่าขึ้นท่าไหน แล้วก็นั่งต่อไปประมาณชั่วโมงนึงได้ค่ะ นานหน่อย แล้วก็ลงท่าเรือที่คนลงกันเยอะๆ นั่นแหละค่ะ

จุดเด่นของที่นี่คือการทาสีบ้านที่จะแบบสดใสมากกกกกกกก และสีแต่ละหลังที่อยู่ติดกันก็จะไม่ซ้ำกันเลย คือที่นี่ถ้าใครจะเปลี่ยนสีบ้านนี่ต้องทำหนังสือขอเจ้าหน้าที่กันเลยนะคะ เราชอบที่นี่มากๆๆ ถ่ายรูปเล่นสนุกมากค่ะ  จริงๆ คนก็เยอะนะคะ ถ้าเดินที่ถนนเส้นหลักที่จะเป็นร้านอาหาร แต่ที่นี่ตรอกซอกซอยเล็กๆ เยอะค่ะ ถ้าอยากถ่ายรูปก็เดินลัดเข้าออกซอยนั้นซอยนี้ก็คือแทบไม่มีคนเลย ถ่ายรูปสนุกมาก

 

ส่วนเกาะนี่เค้าจะมีชื่อเสียงเรื่องการผลิตผ้าลูกไม้ถักมือนะคะ เผื่อว่าถ้าใครอยากหาของฝากจากเกาะนี้ก็ลองดูได้ค่ะ มีเยอะมาก แทบทุกร้านเลย มีทั้งเสื้อ ผ้าพันคอ ร่ม และอีกหลายอย่างเลยค่ะ

ส่วนร้านอาหารก็มีหลายร้านเลยค่ะ แต่ถ้าร้านดังๆ คือคนก็เยอะและรอคิวกันนานอยู่ เราเลยเลือกร้านที่ไม่มีคิวนะคะ ร้านชื่อว่า Trattoria Cafe Vacchio รสชาติถือว่าโอเคเลยค่ะ

หลังจากนั้นก็นั่งเรือกลับเวนิสเพื่อไปเก็บของที่บ้าน และจะนั่งรถไฟกลับไปมิลานค่ะ

ขากลับไปมิลาน จริงๆ เราจองรถไฟด่วนไว้ แต่ๆๆๆๆๆๆ เราตกรถไฟค่าาา แงงงง คือเราจะบอกว่า ถ้าใช้ Google map ในการคำนวนเวลา เราจะต้องบวกเผื่อไปอีกเยอะๆเลยค่า ยิ่งช่วงกลางวันเรือวิ่งเยอะ บางทีก็เกิด Traffic ได้เหมือนกัน บางทีคนขึ้นลงเรือช้าอีกสถานีละนิดละหน่อย รวมๆ กันก็ดีเลย์ไปนานใช้ได้ค่ะ  ซึ่งพอเราตกรถไฟด่วนที่จองไว้ แต่เราโชคดีที่มี Eurail pass ทำให้เราไม่ต้องซื้อใหม่ทั้งหมด ไม่ต้องเสียตั้ง 40 ยูโร เพราะเราเสียแค่ค่า Book ที่นั่ง เพียงแค่ 10 ยูโรเท่านั้นค่ะ

กว่าจะไปถึงมิลานก็คือมืดแล้ว เราแวะไป Duomo กันหน่อย เพราะพรุ่งนี้กลับแล้วคงจะไม่ได้มา  ที่นี่เป็นมหาวิหารที่ใหญ่เป็นที่สอง รองจากมหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ในกรุงโรม ที่นี่สร้างเพื่ออุทิศถวายแด่พระมาเรียให้ทรงประทานบุตรชายเพื่อสืบทอดตระกูลค่ะ  สถาปัตยกรรมจะเป็นสไตล์อิตาเลียนโกธิคค่ะ แล้วขนาดเรามากลางคืนยังสวยมากกกก มหาวิหารที่อยู่ตรงหน้าเราทำด้วยหินอ่อนเกือบทั้งหลัง อ่อแล้วที่นี่เค้ามีชื่อเล่นว่า วิหารเม่นด้วยนะคะ เพราะว่าข้างบนเค้ามียอดแหลมกว่า 135 ยอด เสียดายมากที่เราไม่ได้ขึ้นไปข้างบน เราอยากขึ้นมากๆๆๆๆ ถ้ามีโอกาสครั้งหน้าจะไม่พลาดแน่ๆค่ะ

Galleria Vittorio Emanuelle

ที่นี่อยู่ข้างกันกับ Duomo เลยค่ะ อันนี้จะเป็น Shopping mall ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก!! คือสร้างมาตั้งแต่ปี 1865 ข้างในก็จะมีแบรนด์เนมขายเยอะมากๆๆๆๆ มีร้านอาหาร คาเฟ่ อ่อ แล้วก็มีที่พักด้วยค่ะ แต่ราคานี่โหดใช้ได้เลย เราเห็นพวก Blogger ฝรั่งชอบพักกัน ถ่ายรูปจากระเบียงออกมาแล้วสวยมากกกกกก

อีกหนึ่งควาามเชื่อของที่นี่ก็คือ ลองเดินไปดูนะคะ ตรงกลางๆ ที่พื้นจะมีรูปกระทิง เค้าบอกให้เราเหยียบที่ไข่กระทิง ไม่ต้องหาหรอกค่ะว่าไข่อยู่ตรงไหน คือพื้นตรงนั้นบุบลงไปเลยแหละ เหยียบแล้วก็หมุนตัวค่ะ เค้าบอกว่าเราจะโชคดีตลอดปี ฮ่าๆๆๆ

ส่งท้าย เรามาดูบ้านพักแบบ Airbnb คืนสุดท้ายของเรากันค่ะ ที่พักนี้เราแนะนำมากๆๆๆๆ เพราะอยู่ใกล้สถานี Milano Centrale เลยค่ะ คือแบบเดินทางง่ายมากกกก!!!!  ที่พักสวยมาก ดีมากกกกกก ราคาไม่แพงเลย แต่จะเป็นอยู่กับโฮสนะคะ แต่เค้าไม่ได้มาวุ่นวายอะไร ต่างคนต่างอยู่ ดีมากๆๆๆ ลิ้งจองทางนี้เลยค่ะ

https://abnb.me/n48AMRXYyR

จากที่นี่สามารถเดินทางไป Milano Centrale ได้ง่ายมากๆ ค่ะ เราจะนั่งรถรางไปเพียงไม่กี่สถานีเท่านั้น จริงๆก็เดินได้นะคะ เพราะไม่ไกล แต่เรามีกระเป๋าเลยขี้เกียจลาก นั่งรถรางดีกว่าค่ะ

ไปสนามบินกันนน ครั้งนี้เผื่อเวลาเยอะไม่ตกรถไฟ ไม่ตกเครื่อง ไม่ต้องวิ่ง เย้ๆๆๆ อย่าเอาเฟิร์นเป็นแบบอย่างนะคะ เผื่อเวลากันเยอะๆ เถอะค่า ไม่ต้องลุ้น

จบแล้วนะคะ สำหรับทริปอิตาลี่... ต้องยอมรับว่าอิตาลี่อาจจะไม่ใช่ประเทศที่เราชอบที่สุด แต่ก็ไม่ได้ทำให้เราผิดหวังเพราะอิตาลี่ก็เป็นอีกประเทศที่มีความสวยงาม ยิ่งใหญ่ อลังการ มีทั้งศิลปะและประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจมากๆ และเฟิร์นว่าจะดีมากขึ้นอีกถ้าเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ของแต่ละสถานที่ก่อนไป เพราะมันจะทำให้เราอินได้มากขึ้นอีกเยอะเลยค่ะ ซึ่งเฟิร์นก็รวบรวมและเอามาเล่าให้ทุกคนฟังแล้ว ก็หวังว่าจะมีประโยชน์กับหลายๆคนนะคะ 🙂