เรามาต่อกันที่ Part2 ของทริปอิตาลี่กันนะคะ ตอนนี้เราจะพาไปเที่ยวเมืองที่ถ้าใครมาอิตาลี่เป็นต้องแวะมา เพราะเป็นสามเมืองที่มีประวัติอันยาวนาน และมีความสำคัญทางด้านศิลปะและประวัติศาสตร์ของโลกเลย อย่าง Florence นี่ก็เป็นแหล่งกำเนิดของศิลปะในยุคเรอเนซองส์ ที่เมืองนี้มีศิลปะที่สวยงามจากศิลปินเอกให้ชมกันเยอะมากจริงๆ ส่วนโรมเราก็จะเห็นได้ถึงความรุ่งเรืองในอดีตกับสถานที่ต่างๆที่เต็มไปด้วยประวัติอันยาวนาน และวาติกัน ประเทศที่เล็กที่สุดแต่เดินทางมาง่ายมาก และถึงจะเล็กแต่ก็ควรให้เวลากับที่นี่หน่อย เพราะที่นี่สวยมากกก เดินชมกันเพลินเลยแหละ ... เอาเป็นว่าสามเมืองนี้ ถ้ามาอิตาลี่ อย่าพลาดนะคะ

สำหรับใครที่ยังไม่ได้อ่าน Part 1 สามารถย้อนอ่านได้ที่ 

http://bivoyage.me/summer-in-italy-part1/

และเรามี Vlog ของทริปนี้ด้วยนะคะ เผื่อใครอยากดูแบบภาพเคลื่อนไหวสามารถติดตามได้ที่

ITALY EP.1  https://www.youtube.com/watch?v=HmaO1tdfN8s&index=6&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

ITALY EP.2  https://www.youtube.com/watch?v=NkaD0E3NvJ8&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ&index=5

ITALY EP.3  https://www.youtube.com/watch?v=ya8mW4wRESs&index=4&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

ITALY EP.4  https://www.youtube.com/watch?v=tzwnqIpmZOs&index=3&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

และถ้าพร้อมแล้ว เรามาลุย Italy part 2 กันเลยค่ะ

Day 3

florence

วันนี้เราจะย้ายไปเมือง Florence กันค่าาาา เรานั่งรถไฟด่วนจาก Milano Centrale ไปลงที่สถานีรถไฟหลักของเมือง Firenze Santa Maria Novella (SMN) กัน ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที ค่ะ

มาถึงแล้วเราขอเอากระเป๋าไปเก็บที่พักก่อน ที่พักคืนนี้ของเราเฟิร์นจองผ่าน Airbnb นะคะ ที่ลิ้งนี้เลย https://abnb.me/1yaDyeKxOQ  ข้อดีคือที่นี่เดินทางง่ายมาก จากสถานีรถไฟเดินแค่ 5 นาทีก็ถึงแล้ว ลักษณะจะเป็นอพาทเมนต์ ข้างหน้าจะเป็นป้ายรถบัสเลย สะดวกมาก ส่วนที่พักเป็นห้องในอพาทเมนต์ เปิดเข้าไปจะเจอห้องส่วนรวม คือห้องรับแขก ห้องครัว และห้องน้ำสองห้อง นอกนั้นจะเป็นห้องนอนอีกประมาณ 3-4 ห้องค่ะ ห้องที่เฟิร์นนอนเป็นห้องเล็กสำหรับนอนคนเดียว ส่วนห้องอื่นๆ ก็จะเป็นห้องใหญ่กว่านี้

ก่อนจะเริ่มเที่ยวเรามาเล่าถึงเมือง Florence กันก่อนค่ะ เมืองนี้เป็นจุดกำเนิดของศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุคเรเนซองส์ เลยนะคะ คือก่อนหน้านี้ศิลปะเสื่อมลงไปพร้อมกับยุคโรมันที่ล่มสลาย แล้วศิลปะก็กลับมาฟื้นฟูใหม่ในยุค Renaissance นี่แหละค่ะ ยุคนี้เป็นยุคที่เชื่อในความงามของมนุษย์และศักยภาพที่อยู่ในตัวมนุษย์  ปัจจุบันฟลอเลนซ์เป็นเมืองมรดกโลก ได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งพิพิธภัณฑ์ มีผลงานของศิลปินดังๆมากมายเลยค่ะ ใครที่ชอบศิลปะห้ามพลาดเลยนะคะ เป็นเมืองที่รวบงานระดับปรมาจารย์เลยค่ะ

-santa maria novella -

ที่แรกที่เราจะไปเป็นโบสถ์ที่อยู่ใกล้กับสถานีรถไฟที่สุดค่ะ ผนังของโบส์จะทำด้วยหินอ่อนสีขาวสลับเขียว

-piazza del duomo -

จตุรัส Duomo ตรงนี้จะเป็นที่ตั้งของ 3 สถานที่สำคัญของเมือง ได้แก่ โบส์ Santa Maria del Fiore , หอระฆัง Giotto's bell tower , Battistero di S.Giovanni  ทั้งสามที่นี่สังเกตว่าจะใช้หินอ่อนสีเดียวกันเลย มี 3 สี คือสีขาว ชมพู และเขียว ซึ่งเป็นสีประจำเมืองย่อยๆในทัสคานี ค่ะ และถ้าเรามีเวลาแล้วอยากเข้าไปดูทั้งหมดนี่ จะมีตั๋วแบบเหมา ราคา 18 ยูโร (ไม่สามารถซื้อแยกเป็นที่ที่ได้แล้วนะคะ) แต่ว่าถ้าอยากขึ้นยอดโดมจะต้องจองก่อนนะคะ (เฟิร์นเลยไม่ได้ขึ้นค่ะ) ... มาค่ะเดี๋ยวเราพาเดินทีละจุดกัน

-Santa Maria del Fiore -

ที่นี่เป็นวิหารที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของอิตาลี่เลยค่ะ จุดเด่นของเค้าอยู่ที่ยอดโดม (ภาษาอิตาเลียนเรียกว่า Cupola) เมื่อก่อนตอนสร้างโดม สร้างไปมาโดมเป็นรูรั่วใหญ่มากเลย นักออกแบบเลยเดินทางไปศึกษายอดโดมของ Pantheon ที่โรม แล้วกลับมาซ่อม เค้าใช้เทคนิคการสร้างโดม 2 ชั้น เพื่อให้โดมสามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งๆที่ใหญ่ขนาดนี้แต่ไม่ต้องมีเสาค้ำเลยค่ะ  ใครอยากขึ้นยอดโดมอย่าลืมจองก่อนนะคะ แต่ถ้าใครไม่ได้จองก็เดินเล่นข้างในก็จะได้ จะเป็น Museum ค่ะ

-Giotto's bell tower -

หอระฆังนี้เป็นส่วนหนึ่งของโบสถ์แหละค่ะ เพียงแต่ทางเข้าจะแยกกัน ถ้าจะขึ้นไปชมวิวบนหอระฆังให้เดินไปทางด้านหลังจะเจอแถวให้ไปต่อนะคะ ซึ่งถ้าใครเวลาน้อยเฟิร์นก็แนะนำให้ขึ้นมาชมวิวเมืองจากหอระฆังดีกว่า จะได้เห็นวิวเมืองและโดมด้วยค่ะ ... เอาจริงๆ ต่อให้มีเวลาเฟิร์นก็ขึ้นแค่อย่างเดียวอยู่ดี เพราะเหนื่อยมาก แค่หอระฆังอย่างเดียวก็ต้องขึ้นบันไดตั้ง 414 ขั้นแล้ว!!!!  เดินจนหอบ เหนื่อยมากจริงๆค่ะ แต่ข้างบนสวยนะ คุ้มค่ะ

-Battistero di S.Giovanni -

แบติสเทอโร เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนาคริสต์ค่ะ ข้างในจะมีอ่างน้ำมนต์ที่ใช้ในพิธีศีลจุ่มอยู่ แต่จุดเด่นของที่นี่คือประตูค่ะ.... ประตูที่นี่สวยมากกกกก และไม่ใช่ว่าจ้างใครมาทำมั่วๆ นะคะ เค้ามีการแข่งขันหาผู้มาออกแบบและทำประตู จนสุดท้ายได้ผู้ชนะคือ Lorenzo Ghiberti ซึ่งตอนชนะ เค้าอายุแค่ 22 ปีเองค่ะ ประตูที่เค้าทำสวยมากๆๆ สวยแบบ Michelangelo ยังต้องชมว่า They are so beautiful that they would grace the entrance to Paradise ... ประตูนี่มันสวยจนเหมือนเป็นประตูสู่สวรรค์!

-piazza della Repubblica -

ที่จตุรัสนี้อาจจะดูเหมือนไม่มีอะไรมาก ดูเหมือนเป็นทางผ่านเฉยๆ แต่จะบอกว่าตอนเย็นที่นี่ชิลมากเลย มีม้าหมุน เด็กน้อยกับครอบครัว มีคนมาเล่นดนตรี อากาศดีๆ คนมานั่งเล่นฟังเพลงกัน มันดีมากกกนะ เหมาะกับการมานั่งเล่นชิลๆค่ะ

-Piazza Della Signoria -

จตุรัสตรงนี้เป็นที่ทำการรัฐสภา และบริเวณโดยรอบก็จะมีประติมากรรมอยู่รอบๆ เยอะไปหมดเลยค่ะ ก่อนเฟิร์นมาเฟิร์นก็ได้ลองหาข้อมูลของรูปปั้นต่างๆมาบ้าง เพื่อที่พอมาเห็นด้วยตาจะได้รู้สึกอินมากขึ้น ซึ่งมันก็ทำให้อินมาขึ้นจริงๆนะคะ อะไหนๆ เฟิร์นก็หาข้อมูลมาแล้ว เฟิร์นขอมาเล่าให้ทุกคนฟังบ้าง

David

ประติมากรรมหินอ่อนอันโด่งดัง ผลงานชิ้นเอกของมิเคลันเจโล (หรือที่เราเรียกกันว่าไมเคิลแองเจโล) นั่นเองค่ะ ที่มาของรูปปั้นนี้ก็คือ มิเคลันเจโล เนี่ยเค้าได้หินอ่อนมาก้อนนึง บอกให้ไปปั้นรูปปั้นไปประดับหลังคาของ Duomo แล้วหินอ่อนก้อนนั้นมันสูงและเปราะบางมาก คือทำยากมาก แต่คุณมิเคลันเจโลเนี่ยเค้าชอบความท้าทายนะ เค้าเลยจัดการจนกลายเป็นเดวิดผู้โด่งดังในทุกวันนี้ ส่วนเดวิดเนี่ยมาจากคัมภีร์ไบเบิล เดวิดเป็นชายที่กล้าต่อสู้กับยักษ์ชื่อ Goliath โดยตัวเองมีแค่ห่วงเชือกที่เอาไว้ขว้างหิน และหิน 1 ก้อนเท่านั้น ก็สามารถชนะยักษ์ได้ เค้าเลยเป็นตัวแทนของ Renaissance Man ค่ะ แต่ที่เห็นตรงจตุรัสนี้เป็นเดวิดตัวปลอมนะคะ เพราะตัวจริงถูกย้ายไปอยู่ที่ Galleria Accademia แล้วค่ะ

Hercules and Cacus

เรื่องราวรูปปั้นนี้มาจากตำนาน เฮอคิวลิส (คนที่ถือกระบอง) ที่ฆ่าลูกเมียตัวเอง เลยต้องล้างบาปโดยการทำภารกิจ 12 อย่าง  รูปปั้นนี้เป็นภารกิจที่ 10 ค่ะ เฮอคิวลิสต้องต้อนฝูงสัตว์ไปบูชายัญเทพีฮีรา แต่แล้วเจ้ายักษ์คาคัสก็มาขโมยฝูงสัตว์ที่เฮอคิวลิสผจญต่อสู้กับเหล่าร้ายกว่าจะได้มา เฮอคิวลิสโกรธมาก เลยตามล่าและฆ่ายักษ์คาคัสทิ้ง ตามรูปปั้นนี้เลยค่ะ

-Perseus with the Head of Medusa

เราอาจจะมองภาพว่าเมดูซ่าเป็นนางร้ายของตำนานกรีกโรมันใช่มั้ยคะ แต่ลองฟังเรื่องราวของเธอก่อน แล้วจะรู้ว่าเธอคือคนที่น่าสงสารที่สุดค่ะ... จริงๆแล้วเมดูซ่าเป็นผู้หญิงที่สวยมากกกก หน้าสวย ผมสวยค่ะ ผู้ชายต่างหมายปองกันหมด แล้วมีอยู่วันนึงเมดูซ่าเดินทางไปบูชาเทพีอาเธน่าที่วิหาร ในขณะเดียวกันเทพโพไซดอนที่ปิ๊งในความสวยของเมดูซ่าอยู่แล้ว ก็แอบเข้าไปในวิหารของเทพีอาเธน่าเพื่อขืนใจเมดูซ่า!!!! (อันนี้บางข้อมูลบอกว่านี่เป็นแผนของเทพีอาเธน่าด้วยนะคะ) แล้วทีนี้พอเทพีอาเธน่ารู้เรื่อง ซึ่งจริงๆเทพีอาเธน่าเนี่ยเค้ามีความอิจฉาเมดูซ่าอยู่ในใจอยู่แล้วด้วย เลยกล่าวหาว่าเมดูซ่าลบหลู่นางโดยการสมสู่กับบุรุษในวิหาร!! ก็เลยสาปให้เมดูซ่ามีหน้าตาน่าเกลียด และมีผมเป็นงู ใครจ้องตาจะกลายเป็นหิน แล้วจริงๆ เมดูซ่าไม่ได้อยากจะให้ใครกลายเป็นหินหรอก แต่เธอจะมีทางเลือกอะไรละคะ เพราะแต่ละคนที่เดินทางมาก็เพื่อมาฆ่าเธอกันทั้งนั้น มันก็จำเป็นต้องทำเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง.... นี่แหละคือที่มาของเมดูซ่าที่เรานึกว่าเป็นตัวร้ายในตำนานกันค่ะ ส่วนที่มาของรูปปั้นนี้คือ เพอซิอุส ไปปราบเมดูซ่าโดยการใช้โล่ เป็นกระจกสะท้อน เมดูซ่าเลยกลายเป็นหินซะเอง แล้วเพอซิอุสก็ใช้ดาบฟันคอเมดูซ่าจนขาด ละเอาไปถวายเทพีอาเธน่า! ใช่ค่ะ! เรื่องนี้เทพีอาเธน่าอยู่เบื้องหลังอีกแล้ว!!!!  นางร้ายตัวจริงของวงการกรีกโรมันคือใครกันแน่ ก็เห็นกันอยู่ชัดๆ อะเนอะะะ

-The Rape of Sabien Women-

รูปปั้นจะเป็นทหารโรมันค่ะ ทหารหนุ่มเหล่านี้เค้าอยากมีเมียงี้ อยากสร้างครอบครัว แล้วเค้าก็อยากได้สาวๆชาวซาบีน (เป็นเมืองเมืองนึงในอิตาลี่ค่ะ) แต่ชาวซาบีนเค้าไม่ให้ลูกๆไปสุงสิงกับพวกทหารนะคะ บอกว่ากลัวถูกอิทธิพลโรมันครอบงำ ทีนี้ทำไงล่ะ รอมิวลุสผู้นำของโรมันตอนนั้นเลยวางแผนเชิญครอบครัวชาวซาเบียนมางานฉลองเทพเนปจูนค่ะ ระหว่างในงานพอเห็นว่าพ่อแม่เริ่มเผลอ เลยส่งสัญญาณให้เหล่าทหารลักตัวสาวชาวซาเบียนไปขืนใจค่ะ โหดมาก!!! ต้องขอโทษด้วยจริงๆ สำหรับรูปปั้นนี้ที่เฟิร์นไม่ได้ถ่ายรูปมาให้ดู เกิดจากความเข้าใจผิดของเฟิร์นเองค่ะ เฟิร์นนึกว่ารูปปั้นอีกอันนึงคืออันนี้ค่ะ ยังไงลองเสิร์ชดูกันนะคะ

 

และยังมีรูปปั้นอื่นๆ อีกเยอะแยะมากมายเลยค่ะ ยิ่งใหญ่อลังการสุดดด ต้องไปดูด้วยตัวเองค่ะ

-Ponte Vecchio -

นี่เป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของเมือง Florence เลยนะคะ เค้าบอกว่าสะพานนี้สวยมากกก ในยุคสงครามที่กองทัพนาซีบุกอิตาลี่เนี่ย ผู้นำในยุคนั้นเค้าสั่งให้ทหารระเบิดสะพานทุกสะพานในเมืองเพื่อไม่ให้ข้าศึกเข้าเมืองได้ แต่ด้วยความสวยของสะพาน ทหารเลยวางระเบิดไม่ลงค่ะ สะพานก็เลยยังอยู่ตั้งแต่นู้นนนนมาจนถึงทุกวันนี้ แบบดั้งเดิมจริงๆ ถ้าเราเข้าไปเดินที่สะพานนี่คือจะมีร้านค้าเยอะมากเลย แล้วมันก็ใหญ่จนไม่รู้สึกเหมือนเดินอยู่บนสะพานเลยค่ะ

-Piazza Michelangelo -

บนนี้เป็นจุดชมวิวเมือง Florence ที่ไม่อยากให้พลาดเลยค่ะ (ไม่อยากให้พลาดอีกแล้ว5555) ที่นี่จะค่อนข้างไกลหน่อย แต่มีรถบัสขึ้นไปนะคะ ให้ไปซื้อตั๋วรถบัสที่ Tabacchi (จะเป็นอารมณ์แบบร้านขายบุหรี่ ร้านขายหนังสือพิมพ์อะไรแบบนี้อะค่ะ) แต่ตอนนั้นเราหาไม่เจอแล้วรีบมากๆ ด้วย กลัวขึ้นไม่ทันพระอาทิตย์ตก เลยรีบเดินขึ้นไปเลย ซึ่งมันเหนื่อยมากกกกกก เหนื่อยมากๆๆ  แต่ขึ้นมาแล้วก็สวยและคุ้มมากค่ะ แนะนำให้มาตอนเย็น ดูพระอาทิตย์ตก ไปจนถึงมืดแล้วเมืองเปิดไฟเลยนะคะ

โดยรวมสำหรับ Florence ก็คือชอบ ถึงจะไม่เท่าสามเมืองก่อนหน้านี้ เพราะความชอบส่วนตัวคือชอบอะไรธรรมชาติๆ มากกว่าค่ะ แต่ก็ถือว่าเมืองนี้ไม่ผิดหวัง และความยิ่งใหญ่ของศิลปะนี่เฟิร์นก็ลงความเห็นว่าควรมาให้เห็นซักครั้งในชีวิตค่ะ เฟิร์นก็ถือว่าดีใจที่ได้มา แต่ก็ไม่ได้รู้สึกว่าอยากจะมาซ้ำอีกค่ะ เพราะก็เก็บจุดสำคัญๆ ไปเกือบหมดแล้วด้วย แต่ถ้าใครหาเมืองน่าไปในอิตาลี่ เฟิร์นก็แนะนำให้มานะคะ

Day 4

-Vatican -

ข้ามมาอีกประเทศนึงค่ะ คือประเทศ Vatican ประเทศที่เล็กที่สุดในโลก มีพื้นที่แค่ 0.44 ตารางกิโลเมตรเท่านั้นค่ะ และเป็นที่ประทับของพระสันตะปาปา ซึ่งเป็นประมุขของศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก อาจจะคิดว่าเอ้ะะ ข้ามมาอีกประเทศเลยหรอ มันจะไกลมั้ย โนวววววค่ะ ไม่ไกลเลยยยย คือเราต้องมาที่โรมก่อน จาก Florence เรานั่งรถไฟด่วนมาลงสถานี Roma Termini (สถานีรถไฟหลักของโรม) แล้วนั่งรถไฟต่อมาลงที่สถานี Ottaviano ค่ะ เดินอีกประมาณ 10 นาทีก็จะถึงแล้ว

ในส่วนของ Vatican Museum เนี่ยเค้าจะปิดทุกวันอาทิตย์นะคะ แต่จะเปิดครึ่งวันของอาทิตย์สุดท้ายค่ะ (ซึ่งเราไปไม่ทันเนอะ 5555555 ก็ตอนแรกคิดว่าปิดดดด) ถ้าใครมีโอกาสไปก็อย่าพลาดนะคะ เพราะที่นี่เป็นที่เก็บผลงานศิลปะที่ทรงคุณค่าหลายงานมากเลย เป็น 1 ใน 5 สุดยอดพิพิธภัณฑ์ของโลกเลยนะคะ ใครอยากไปก็จองตั๋วไว้ก่อนก็ดีค่ะ จะได้ไม่ต้องต่อคิว ลิ้งจองทางนี้ค่ะ https://biglietteriamusei.vatican.va/musei/tickets/do?action=booking

- St. Peter's Basilica-

ที่นี่เป็นศูนย์กลางของวาติกันค่ะ คิววันที่เราไปก็ยาวอยู่ เกือบท้อละตอนเห็นคิว แต่แถวไหลเร็วอยู่นะคะ ดีเลยแหละ ยังไงถ้าใครอยากมาต้องแต่งกายสุภาพด้วยนะคะ ห้ามแขนกุด กระโปรงกางเกงสั้นก็ไม่ได้นะคะ แล้วที่นี่สวยมาก สวยแบบบบบบบบ น้ำตาจะไหล สวยมาก สวยมากกก สวยมากกกกๆๆๆนะ ต้องมาๆๆๆๆ สวยตั้งแต่ประตู เพดาน เสา สวยแบบเดินพูดคำว่าสวยมากไปตลอดทางเลยค่ะ

ต่อแถวซักพักก็ถึงคิวเราขึ้นยอดโดมแล้วค่าาา บันไดเนี่ยมีทั้งหมด 551 ขั้น และแน่นอนว่าเราไม่มีทางเดินขึ้นหรอกค่ะ 5555 เราเลือกที่จะขึ้นลิฟต์ไป (10ยูโร)  แต่ก็ไม่ได้ถึงยอดโดมเลยนะคะ ยังต้องเดินต่ออีกประมาณ 200 กว่าขั้นค่ะ วิวข้างบนนี้ก็สวยดีค่ะ

ลงมาข้างล่างก็จะเป็นโบสถ์ที่สวยมากๆ ยิ่งใหญ่มากด้วยค่ะ ชอบมากกกกๆๆ ต้องมานะคะที่นี่ ห้ามพลาดเลย

โดยรวมคือชอบวาติกันมาก มันยิ่งใหญ่อลังการ สวยมากกกกกกกกกกกกกจริงๆๆๆๆๆ ติดที่ว่าคนเยอะไปหน่อย แต่ก็ยังชอบอยู่ดีค่ะ ถ้าใครมีเวลาอยากให้แวะมาลองดูนะคะ

-Roman Forum -

เอาล่ะะะ เรามาถึงโรมแล้ว และเรามีเวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้นนน เราเลยเลือกมาที่นี่ค่ะ Roman Forum เพราะการที่เรามาที่นี่ เราสามารถเข้าได้ทั้ง Roman Forum และ Colosseum โดยซื้อพาสแบบเข้าได้สองอย่าง ราคา 12 ยูโรค่ะ ซึ่งเฟิร์นรู้สึกว่าคิดถูกมากๆนะ ที่มาที่นี่ช่วงบ่ายแก่ๆ เพราะแถวน้อยมากกกกกก แทบไม่ต้องต่อคิวเลย ถ้าใครมาช่วงเช้าๆเที่ยงๆ นี่ได้ข่าวว่าคนเยอะมากเลยค่ะ เอาเป็นว่าถ้าใครมีเวลาเฟิร์นแนะนำให้มาซักบ่าย 3 เป็นต้นไปนะ ส่วนวิธีมาก็นั่งรถไฟฟ้ามาลงสถานี Colosseo ค่ะ

Roman Forum เป็นศูนย์กลางความรุ่งเรืองของจักรวรรดิโรมัน ที่เราเห็นเป็นซากๆ เนี่ย เมื่อก่อนเคยเป็นที่ตั้งสถานที่สำคัญๆทางการปกครอง เช่น ศาล สภา และ Temple of gods และตลาด แต่หลังจากที่โรมันล่มสลาย ที่นี่ถูกทิ้งร้าง ชาวบ้านก็มาเอาพวกอิฐ หิน ไปสร้างบ้านค่ะ ที่นี่เลยดูเป็นซากปรักหักพัง แต่ก็ยังเห็นถึงความยิ่งใหญ่นะคะ

ซึ่งจุดที่เราขึ้นมาชมวิว Roman Forum เนี่ย จะเรียกว่า Palatine hill จะอยู่ติดกับ Roman Forum เลยยยแบบรั้วเดียวกัน พอเดินเข้ามาที่ Roman Forum ลองมองทางซ้ายๆ มือ เดินตามคนอื่นๆ ขึ้นไปค่ะ ก็จะได้วิวประมาณนี้แหละค่ะ

- Colosseum -

เฟิร์นเข้ามาที่นี่ตอน 5 โมงกว่า คนน้อยมาก ดีมากเลยค่ะ... ที่นี่เป็นเหมือน อืมมม ถ้าเปรียบเทียบสมัยนี้ก็คงคล้ายๆโรงหนัง โรงละครค่ะ เป็นที่ให้ความบันเทิง แต่ในสมัยนี้ความบันเทิงของเค้าคือการดูการต่อสู้ค่ะ ไม่ว่าจะคนสู้กับคน สัตว์สู้กับสัตว์  หรือคนสู้กับสัตว์ หรือที่เรารู้จักกันว่าเป็นการประลองของเหล่า Gladiator ค่ะ.. เพราะฉะนั้นอาจจะเรียกที่นี่ว่าเป็นสนามกีฬาก็ได้ค่ะ สมัยนั้นก็โหดเนอะ ชอบดูการต่อสู้ เข่นฆ่า .. ฮือโหดจัง

Colosseum นี่ไม่ได้สร้างเป็นวงกลมนะคะ เค้าสร้างเป็นวงรี เพื่อให้ผู้ชมรู้สึกใกล้กับนักกีฬามากขึ้น จะได้ดูแล้วยิ่งอินขึ้นว่างั้นเถอะค่ะ และเห็นแบบนี้เวทีนี้จุผู้ชมได้ถึง 5-6หมื่นคน!! เยอะมากกก

ข้างใต้ที่เราเห็นเป็นช่องๆ เนี่ย เป็นห้องของนักสู้ และกรงขังสัตว์ค่ะ

และที่เห็นอิฐแหว่งๆ นี่ก็เหตุผลเดียวกับที่โรมันฟอรั่มนั่นแหละค่ะ คือหลังจากโรมันล่มสลาย ชาวบ้านก็เอาอิฐหิน ไปสร้างโบสถ์บ้าง อาคารบ้าง เพราะคอนกรีตที่เราเห็นมาจากหินภูเขาไฟ ทำให้โครงสร้างแข็งแรงมากๆค่ะ

-Arch of Titus -

เกือบลืมอีกสิ่งก่อสร้างที่สำคัญที่อยู่บริเวณเดียวกับโรมันฟอรัมและโคลอสเซียมเลย เรียกว่ามาที่เดียวได้ถึง 3 จุดเลยค่ะ (ถ้าเวลาน้อยก็มาตรงนี้ค่ะคุ้มดี) นี่เป็นสิ่งก่อสร้างเดียวในบริเวณนี้ที่สภาพสมบูรณ์ที่สุดแล้วค่ะ ประตูชัยนี้สร้างขึ้นในสมัยจักรพรรดิโดมิเชียน เพื่อรำลึกถึงชัยชนะที่จักรพรรดิติตุส ทรงทำลายกรุงเยรูซาเล็ม และนำชาวยิวมาเป็นทาสในกรุงโรมค่ะ

- II Vittoriano -

อนุสาวรีย์กษัตริย์วิคเตอร์ เอมานูเอลที่ 2 นี่อยู่ใกล้ๆ กับโคลอสเซียมแบบเดินมาได้เลยค่ะ ตอนที่อยู่บน Palatine Hill ก็คือมองเห็นแล้วแหละ แต่ไม่รู้ว่านี่คืออนุสาวรีย์ ที่มาก็คือ อนุสาวรีย์นี้สร้างเป็นที่ระลึกให้กษัตริย์วิคเตอร์ เอมานูเอลที่ 2 ผู้ที่เป็นคนรวมประเทศอิตาลี่เข้าด้วยกันเป็นหนึ่ง แต่บางคนเค้าก็แซวนะคะว่าอนุสาวรีย์นี้น่าเกลียด มันโค้งๆ บางคนบอกเหมือนเครื่องพิมพ์ดีด หนักไปกว่านั้นบางคนบอกเหมือนฟันปลอมงี้ แต่เฟิร์นว่าไม่เหมือนนะ ยิ่งใหญ่แล้วก็สวยมากเถอะ เสียดาย มาที่นี่ตอนมืดไปหน่อย เลยไม่มีรูปสวยๆ มาฝากเท่าไหร่ ใครอยากเห็นต้องมาดูน้าาา

-Cin Cin Bar -

หิวเลยแวะหาอะไรกินนะคะ เดินไปได้ไม่กี่ก้าวจริงๆ ร้านนี้อยู่ตรงข้ามอนุสาวรีย์เลยค่ะ จะเป็นซีฟู้ดนะคะ รสชาติโอเคค่ะ ผ่าน อร่อยกลางๆ ไม่ถึงกับอร่อยมากกกก แต่ไม่แย่ค่ะ

-Giolitti -

กินคาวไม่กินหวานไม่ได้ค่ะ ไม่ได้เลยยยยจริงๆ 55555 อะ ทริปนี้กินเจลาโต้ไปน้อยมาก มื้อนี้ขอหน่อยแล้วกัน กับร้านเจลาโต้ชื่อดังของ Rome  เท่าที่ได้ลองชิมรสชอคโกแลตเข้มมากกกกก แบบมากๆๆๆ ถ้าใครชอบก็โอเคเลยค่ะ แต่เฟิร์นชอบของเพื่อนมากกว่า ไปแอบชิมมารสโยเกิร์ต กับรสสตอเบอรี่ คือดีมาก ชอบมากๆ

Day 5

-Pantheon -

วันนี้เราจะต้องย้ายเมืองกันแล้ว ก่อนย้ายเมืองขอไปอีกซักสองที่แล้วกันนะคะ (เวลาเหลือแค่นี้ แง) เรามาที่วิหาร Pantheon แต่เช้าเลย คนน้อย ดีมากๆ ชอบค่ะ ดูยิ่งใหญ่ดี อย่างเสาแกรนิตใหญ่ยักษ์ข้างหน้านี่เค้าทำจากหินก้อนเดียวนะคะ ไม่ได้เอามาต่อๆ กัน คือสุดยอดมาก

วิหารนี้มีอายุกว่า 2,000 ปีแล้วค่ะ เป็นวิหารทรงกระบอก เห็นใหญ่ขนาดนี้แต่ไม่มีเสาค้ำเลยนะคะ (ถ้าใครจำได้ เฟิร์นเล่าไปตอนข้างบนว่า นักออกแบบ dome ของที่ Florence ก็มาดูงานที่นี่แหละค่ะว่าเค้าสร้างกันยังไงถึงรับน้ำหนักได้โดยไม่ต้องมีเสาค้ำ) หลังคาของที่นี่จะเป็นโดม มีช่องวงกลมตรงกลางให้แสงลอดผ่าน เค้าเรียกช่องนี้ว่า โอคูลุส (Oculus) แปลว่าดวงตาค่ะ เค้าสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นนาฬิกาแดด และช่วยส่องสว่างให้กษัตริย์ขณะที่มาประกอบพิธีสำคัญๆ ภายในวิหาร ในสมัยอดีตค่ะ

ที่นี่เข้าฟรีนะคะ แต่เสียดายที่เฟิร์นมาเช้าเกิน ที่นี่เลยยังไม่เปิด เฟิร์นเลยได้แต่ดูจากข้างนอกนะคะ ส่วนข้างในเนี่ยเค้าบอกว่าที่นี่ใช้เป็นที่ฝังศพกษัตริย์ บุคคลในราชวงศ์ และบุคคลสำคัญๆ อีกหลายคน

ถ้าใครอยากมา ที่นี่เปิดจันทร์ ถึง เสาร์ตั้งแต่ 8.30-19.30 และวันอาทิตย์ตั้งแต่ 9.00-18.00 ค่ะ แต่ที่นี่จะไม่มีรถไฟฟ้าที่มาแล้วถึงเลย อาจจะต้องนั่งไป Roman Forum หรือ Trevi Fountain แล้วค่อยเดินมานะคะ เพราะ Pantheon คืออยู่ตรงกลางค่ะ

-Fontana di Trevi -

น้ำพุเทรวี่ชื่อดังเนอะ เค้าว่ากันว่าเป็นน้ำพุที่สวยงามและมีชื่อเสียงมากที่สุดในโลกค่ะ ใครมาโรมก็มักจะไม่พลาดที่จะต้องมาที่นี่ ขนาดว่าเฟิร์นมาตอนเช้าแล้วนะ คนยังค่อนข้างเยอะเลยค่ะ

เทรวี่ มาจากคำว่า ตรีวิอุม แปลว่า การพบกันของถนนสามสาย  สถาปัตยกรรมของที่นี่จะเป็นสไตล์บารอคค่ะ ออกแบบและสร้างโดยนิโคลา ซาลวี่ ใช้เวลาสร้างทั้งหมด 30 ปี (มีช่วงที่หยุดการสร้างชั่วคราวไว้ด้วยค่ะ)

รูปปั้นแกะสลักที่เราเห็นตรงกลางรูปปั้น เป็นเทพเจ้าเนปจูน เป็นเทพแห่งท้องทะเล ที่ยืนอยู่บนรถม้า โดยลากม้าอยู่สองตัว ตัวนึงมีลักษณะสงบ อีกตัวดูพยศ เค้าบอกว่ามันหมายถึงธรรมชาติของท้องทะเล ที่มีทั้งสงบและแปรปรวนค่ะ

เวลามาที่นี่เราจะชอบเห็นคนโยนเหรียญลงแม่น้ำกันใช่มั้ยคะ เพราะเค้ามีความเชื่อว่า ถ้าโยนเหรียญด้วยมือขวา ข้ามไหล่ซ้าย ลงไปในน้ำพุ จะได้กลับมาที่นี่อีก ส่วนเงินที่นักท่องเที่ยวโยนลงไปเนี่ย เค้าเอาเงินตรงนี้ไปช่วยเหลือคนยากจนในกรุงโรมค่ะ ดีเลยเหมือนได้ทำบุญเลยค่ะ

โอเคคค ถึงเวลาที่เราจะต้องย้ายเมืองกันแล้วค่ะ เดี๋ยวเราจะย้ายไปเที่ยวที่ Cinque Terre กันน วิธีการเดินทางนะคะ จากโรมเฟิร์นนั่งรถไฟด่วนไปลงที่สถานี La spazia Centrale รวมเวลาทั้งหมดกว่าจะไปถึงก็ 4 ชั่วโมง !!!!  ฮืออออ เสียเวลาไปกับการเดินทางค่อนข้างเยอะค่ะทริปนี้ แต่ทำยังไงได้ เวลาน้อย อยากไปหลายที่เองเนอะ ซึ่งก็อย่างที่เกริ่นไว้ใน Part 1 นะคะ ว่าการเดินทางทริปนี้ หลักๆเลยก็คือใช้รถไฟค่ะ เฟิร์นใช้ Eurail Pass (เขียนรายละเอียดไว้แล้วใน Part1 นะคะ) แต่จะสรุปให้ฟังอีกทีว่าเหตุผลหลักที่เลือกใช้พาส เพราะเฟิร์นเดินทางเปลี่ยนเมืองบ่อยมาก อยู่เมืองละแค่คืนเดียวเท่านั้น และเป็นพวกชอบเที่ยวเพลินๆ ค่ะ บางทีกะเวลาไม่ได้ว่าจะออกจากเมืองนี้กี่โมง ไม่อยากตกรถไฟแล้วต้องจ่ายใหม่ เลยซื้อเป็นพาสเพื่อที่จะขึ้นรถไฟรอบไหนก็ได้ค่ะ

ขอบคุณ Rail Europe ผู้สนับสนุนบัตรโดยสารEurail Italy Pass  สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ด้วยค่า หถ้าใครมีแพลนจะเดินทางเที่ยวยุโรปโดยรถไฟสารมารถเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.raileurope.co.th นะคะ

ก่อนที่เราจะเริ่มไปที่เมืองใหม่ เฟิร์นจะขอจบ Part 2 ไว้ตรงนี้ก่อนค่ะ เพราะกลัวว่าจะยาวไป แต่เรายังเหลืออีก 2 เมืองให้ติดตามกันต่อนะคะ

โดยรวมสำหรับโรม เฟิร์นว่าโอเคเลยค่ะ เป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่สมคำร่ำลือ ควรมาให้เห็นด้วยตา แต่อาจจะต้องเผื่อเวลามามากกว่านี้นะคะ เฟิร์นมาที่นี่แค่ 1 วัน 1 คืน รู้สึกว่าน้อยไปมากๆ ค่ะ เฟิร์นคิดว่าควรมา 2-3 วันน่าจะกำลังดี ไม่เหนื่อยเกินไปค่ะ

และถ้าใครอยากมาเที่ยวอิตาลี่ สายการบินไทยเค้ามีบินตรงมาลงถึงสองเมืองเลย ทั้งมิลาน และโรม นะคะ ออกกลางคืนที่ไทยนอนยาวๆ มาถึงช่วงเช้าของอิตาลี่ สามารถเที่ยวต่อได้เลยค่ะ 

 

ไว้เจอกันใหม่ใน Part ต่อไป หวังว่าจะรออ่านกันนะคะ