อิตาลี่เป็นประเทศที่ไม่เคยอยู่ในลิสประเทศที่อยากไปมาก่อนเลย จนวันนึงกำลังหาประเทศที่จะไปเที่ยวแล้วเลือกไม่ถูกว่าจะไปไหนดี เลยลองปรึกษาเพื่อนที่ไปเที่ยวมาเยอะมาก เพื่อนบอกว่า ไปอิตาลี่สิ สวยนะ.. และไม่ใช่คนเดียวที่เชียร์อิตาลี่ ทีนี้เราก็เริ่มลังเล.. หรือจะไปอิตาลี่ดีนะ เลยกลับมาลองหาข้อมูลดู .... ดูไปดูมา เฮ้ยยย!!!! สวยยย!!!!!!  เออออออไม่คิดแล้ว ไปอิตาลี่นี่แหละ จองตั๋วเลย!!! ... นั่นแหละค่ะ ที่มาของทริปนี้ มาค่ะ ลองดูว่าทริปนี้จะทำให้เฟิร์นผิดหวังมั้ยที่ตัดสินใจเลือกมา?

ก่อนจะเริ่มทริปปปปป เราจะบอกว่าทริปนี้มี Vlog นะคะ เผื่อใครอยากดูแบบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ไปดูแบบ Vlog ได้นะคะ ส่วนรีวิวนี้จะผ่านการคัดกรองมาแล้ว ก็อาจจะได้ข้อมูลที่รู้เรื่องกว่า .. (หรอ?) 5555

ITALY EP.1  https://www.youtube.com/watch?v=HmaO1tdfN8s&index=6&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

ITALY EP.2  https://www.youtube.com/watch?v=NkaD0E3NvJ8&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ&index=5

ITALY EP.3  https://www.youtube.com/watch?v=ya8mW4wRESs&index=4&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

ITALY EP.4  https://www.youtube.com/watch?v=tzwnqIpmZOs&index=3&list=UURzYFduWt7a-9cPS2YrRcaQ

 

Day 1

Lake como

เรานั่งเครื่องบินจากสนามบินสุวรรณภูมิ เครื่องออกประมาณเที่ยงคืนกว่าๆ ของวันที่ 23 (อย่าลืมว่าต้องมาสนามบินคืนวันที่ 22 นะคะ) สายการบินที่เราเลือกนั่งคือสายการบิน Thai Airways บินตรงกันยาวๆ กินข้าว (อร่อยมากกกกทุกมื้อออ รักกกกกก) ดูหนังซักเรื่อง หลับไปยาวๆ ตื่นมาอีกที อะเช้าละะะ กินข้าวเช้าได้แปบนึงก็ถึงแล้ววววววววว

เรามาถึงกันช่วงเช้าของประเทศ Italy ส่วนเมืองที่เราเลือกมาลงคือ Milan นะคะ เดี๋ยวเราจะเริ่มต้นจากเมืองนี้ แล้วไปเรื่อยๆ กลับมาจบที่มิลานอีกครั้งงงงงงง

- Tartufi and Friends -

หลังจากที่เอากระเป๋าเก็บที่พักกันเรียบร้อย ก็คือต้องหาอะไรกินแล้วล่ะ เพราะหิวมากก เรามีร้านที่เล็งไว้แล้วด้วยคือร้าน Tartufi and Friends เป็นร้านที่เกือบทุกเมนูของเค้าจะมีส่วนผสมของ Truffle แม้แต่ไข่ดาวยังมี Truffle เลยยย!!!

เราสั่งเป็น Course ไปนะคะ คอร์สเราอยู่ที่ 80 ยูโรค่ะ เดี๋ยวเอารูปให้ดู แต่รูปพวกนี้จะมีทั้งของเราและแฟนเรานะคะ เพราะสั่งมาลองๆ คนละคอร์สกัน เลยจำไม่ได้ว่าอันไหนของเราอันไหนของแฟนเรา

โดยรวมก็คืออร่อยเลย แต่สำหรับเราบางเมนูอาจจะเลี่ยนไปนิดหน่อยค่ะ แต่เส้นพาสต้าดีมากกก และเมนูที่ดูหน้าตาธรรมดาอย่างไข่ดาวที่ใส่ทรัฟเฟิลเนี่ย คืออร่อยแบบไม่น่าเชื่อ เค็มๆหอมๆ ของคาวคืออร่อยบางอย่าง แต่ของหวานนี่อร่อยทุกอย่างเลยค่ะ

เริ่มกินตอน 11โมงครึ่งกว่าจะกินเสร็จก็บ่าย 2 แล้ว เพราะอาหารแบบคอร์สเนี่ย เราต้องกินจานนั้นให้เสร็จกันทั้งโต๊ะก่อนนะคะ เค้าถึงจะมาเสิร์ฟจานต่อไปให้ ซึ่งการกินแบบคอร์สนี่ต้องเผื่อเวลาพอสมควร ไม่เหมาะกับคนที่รีบ (อย่างเรา555555) ก็คือตอนนี้เราเลทจากแพลนไปมากๆ เพราะวันนี้เราแพลนจะไปเที่ยว Lake Como กันน!! กรี๊ดดดดดด ชิลไม่ได้แล้วค่ะ เลยต้องเรียก Grab กันไป ซึ่งก็แพงมาก เพราะใกล้นิดเดียว ประมาณ 5 นาที แต่เสียไป 15 ยูโร หรือประมาณ 300 กว่าบาททททท

วิธีไป Lake Como นะคะ เรานั่งรถไฟจาก Milano Centrale (เป็นสถานีรถไฟหลักของมิลาน) ไปลงที่ Varenna ได้เลยค่ะ ซื้อตั๋วรถไฟได้ที่สถานีเลยนะคะ แล้วอย่าลืม Validate ตั๋วก่อนขึ้นรถนะคะ ค่าปรับแพงงงง!  ส่วนเฟิร์น เฟิร์นซื้อ Eurail pass จากไทยมาแล้ว เป็น Pass แบบ 8 วัน เป็นเหมือนการที่เราซื้อเหมาไว้แล้ว โดย 8 วันนี้เราจะขึ้นรถไฟแบบ Regional (รถไฟแบบธรรมดา ราคาเท่ากันทุกเที่ยว ทุกรอบ จองช้าจองเร็วก็เท่าเดิม) กี่ครั้งก็ได้เลย  ส่วนรถไฟแบบด่วน (ไปถึงเร็วกว่า ค่าตั๋วแพงกว่า ราคาไม่เท่ากัน แล้วแต่ที่ที่ไป แล้วแต่วันที่จอง) เราจะต้องเสียค่าจองที่นั่ง 10 Euro ก่อนถึงจะขึ้นได้

ข้อดีของ Pass (จากประสบการณ์ที่เราใช้)

  • เหมาะกับคนที่เที่ยวแบบชิลๆ ไม่อยาก Fix เวลามาก อยากไปเมื่อไหร่ก็ไป อยากกลับเมื่อไหร่ก็กลับ
  • ไม่ต้องกลัวตกรถไฟแล้วต้องเสียเงินซื้อใหม่ ถ้าตกก็แค่ขึ้นขบวนถัดไป (สำหรับรถไฟแบบธรรมดานะคะ)
  • ส่วนรถไฟด่วน บางคนอาจจะบอกว่าให้ซื้อล่วงหน้าหลายๆ เดือนจะมีโปร 9 ยูโร แต่อย่าลืมว่าถ้าตกรถไฟรอบนั้นแล้วต้องซื้อใหม่ที่สถานี ค่ารถไฟจะแพงมากกกกกกกกกๆๆๆๆๆๆ แต่ถ้าเรามี Pass เราก็ไม่จำเป็นต้องจองล่วงหน้า เราอยากขึ้นรถไฟรอบไหน ก็ไปให้ถึงสถานี แล้วก็ไป Reserve seat ของขบวนนั้นๆ เลย แล้วจ่ายแค่ 10 ยูโร

ข้อเสียของ Pass (จากประสบการณ์ที่เราใช้)

  • ราคาค่อนข้างสูงค่ะ  คือเอาจริงๆ ต้องดูนะว่าเราเป็นคนเที่ยวแบบไหน ถ้าเป็นคนมีแพลนแน่นอนและมั่นใจว่าเป็นคนรักษาเวลาได้ดี ก็ไม่ต้องใช้พาสก็ได้ค่ะ จองรถไฟล่วงหน้านานๆ อาจจะเจอตั๋วถูก แต่ก็ต้องห้ามตกรถนะคะ  ส่วนถ้าใครไม่มั่นใจในตัวเองว่าจะรักษาเวลาได้ขนาดนั้น ซื้อพาสก็จะอุ่นใจกว่าค่ะ
  • อิตาลี่บังคับให้สำรองที่นั่งสำหรับรถไฟด่วน .. ทำให้เราอาจรู้สึกว่าต้องเสียเงินซ้ำซ้อน คือตรงนี้ค่อนข้างขัดใจนิดนึงจริงๆ เพราะบางประเทศถ้าเราถือพาสแบบนี้แล้วก็ไม่ต้องเสียค่า Seat แล้ว ก็อย่างที่บอกข้างบนนะคะ ว่าให้ดูเอาว่าเราเป็นพวกเที่ยวแบบไหน ซื้อพาสแล้วจะคุ้มมั้ย

-lake Como -

อะะ เม้าคั่นเวลาไปนิดหน่อยก็มาถึงแล้ววว ใช้เวลาแค่ชั่วโมงนิดๆ เท่านั้น ไม่ไกลเลยค่ะ (แนะนำให้นั่งฝั่งซ้ายของรถไฟนะคะวิวจะสวยยยย) เมื่อมาถึง Varenna แล้ว เราก็ตั้งใจว่าจะข้ามเรือไปเมืองเลย ค่อยกลับมา Varenna ทีหลัง เพราะที่ Varenna นี่เราสามารถเดินที่ทางเดินริมทะเลสาบได้เลย วิวสวยมาก ส่วนตอนนี้ต้องไปซื้อตั๋วเรือแบบเหมา เป็น Middle Lake pass ราคา 15 ยูโร แล้วก็ไปท่าเรือ เพื่อนั่งไปเมืองแรกกันค่ะ  ส่วนภาพข้างล่างนี้เป็นภาพถ่ายจากบนเรือมองย้อนกลับไปที่ Varenna นะคะ สวยมากกกกกกก

-Lenno -

เราตั้งใจมาที่นี่เพราะอยากจะไปดู Villa del Balbianello เป็นสถานที่ที่ใช้ถ่ายหนังหลายเรื่องเลย เช่น Star Wars, James Bond สวนเค้าสวยมากก เฟิร์นอยากไปเดินเล่นมากค่ะ แต่ปรากฏว่า.... มาถึงตอน 5 โมงเย็น แล้วสวนปิดตอน 5:15 ซึ่งก็คือ ไม่ทันแล้วววววว  คือไม่ใช่ว่ามาถึง Lenno แล้วถึงเลยนะคะ เราต้องเดินขึ้นเขาต่อไปอีกประมาณ 1 กิโล ซึ่งไม่ทันแน่ๆ อดเลยค่ะ เศร้าาาา ( อันนี้บอกไว้เผื่อใครอยากไป แต่ไม่อยากเดินนะคะ จาก Lenno จะมี Taxi Boat ราคาประมาณ 6-8 ยูโรต่อเที่ยว ไปลงที่หน้า Villa ได้เลยค่ะ)  ... พอเราไปไม่ได้แล้ว เราเลยเลือกเดินเล่นชิลๆ กันแทน ซึ่งเมือง Lenno นี่ชิลมาก นั่งท่องเที่ยวถือว่าน้อยกว่าเมืองอื่นๆค่ะ เราเลยนั่งเล่นกันเพลินจนลืมเวลาไปเลย

-Bellagio -

นั่งจาก Lenno ประมาณครึ่งชั่วโมงก็มาถึง เป็นอีกเมืองที่เสียใจมากกกที่มาช้าไปหน่อย อย่างที่บอกว่ามัวแต่เพลินกับ Lenno เลยมาที่นี่ช้าไป มาทีก็แสงจะหมดแล้ว (หน้าร้อนพระอาทิตย์ตกช้า แต่ตกทีคือตกฮวบบบบๆ เลยอะแบบไม่ทันรู้ตัว)  เมืองนี้จะเป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวเยอะสุดนะคะ ที่พักก็เยอะ ร้านอาหาร ร้านค้าก็เยอะมาก ถ้าใครชอบความคึกคักก็อาจจะลองดูที่พักเมืองนี้ได้ค่ะ แต่มันไม่ได้ถึงกับวุ่นวายนะคะ จะคนเยอะแค่โซนข้างหน้าที่ติดกับทะเลสาบแค่นั้นค่ะ

-Varenna -

กลับมาที่วาเรนนาอีกครั้ง แต่มาเดินเล่นไม่ทันเพราะมืดซะแล้ว เสียดายจริงงงงงๆ เพราะอาหารมื้อแรกดันเลือกเป็นคอร์สแท้ๆ เวลาผิดชีวิตเปลี่ยน เหมือนมาแค่นั่งเรือเล่น Como แล้วกลับ 555555 ใช่ค่ะะะ เรามาเมืองนี้เพื่อจะนั่งรถไฟกลับ Milan !!!! ความเศร้าที่แท้มากๆ  รวมๆแล้วเราชอบ Lake Como มากกกกกกกกกกก และแน่นอนว่าจะกลับมาอีก คราวหน้าจะขอมาค้างซักคืน ถ้าใครมีเวลาเราแนะนำให้มาเมืองนี้ให้ได้นะคะ ถ้าค้างได้ยิ่งดีเลยยยย

day2

Lake garda and verona

-Sirmione -

วันนี้ก็จะออกนอกเมืองกันอีกนะคะ เมืองแรกของวันนี้คือเมืองที่หารีวิวยากมากกกกกกก เพราะคนไม่ค่อยไปกันเท่าไหร่ เป็นเมืองนอกสายตานิดนึง ฮ่าๆๆๆ นั่นคือเมือง Sirmione นั่นเองค่ะ วิธีมาคือนั่งรถไฟจาก Milano Centrale มาลงที่สถานี Desenzano Del Garda-Sirmione ค่ะ

เมืองนี้จริงๆ เป็นเมืองที่เก่าแก่มากกก อายุมากกว่า 2,000 ปีแล้วค่ะ เมื่อก่อนอยู่ภายใต้การปกครองของเมืองเวนิสนะคะ (คือสมัยนั้นเมืองต่างๆในอิตาลียังไม่รวมกันนะคะ เป็นแบบปกครองกันเองแล้วก็ทำสงครามแย่งชิงเมืองกัน) เมืองนี้ก็เป็นเมืองที่ถูกแย่งชิงเหมือนกันค่ะ เลยเป็นเมืองที่มีประวัติมายาวทาง เราจะเห็นกำแพงเมืองที่มีมาตั้งแต่ยุคโรมัน ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อป้องกันสงครามด้วยค่ะ

-Castello Scaligero -

ที่ท่องเที่ยวของเมืองนี้ เฟิร์นเวลาน้อยเลยไปแค่ที่เดียวนะคะ ก็คือ ปราสาทสกาลิเจโล่ (Scaliger Castle) ไม่ใช่ว่าเราลงรถไฟสถานี Desenzano Del Garda-Sirmione แล้วจะถึงเลยนะคะ เราต้องนั่งบัสต่อไปอีกประมาณ 30-40 นาทีค่ะ แล้วก็มีต้องลงเพื่อเปลี่ยนสายรถบัสด้วย เราก็จะตามๆ คนอื่นๆ ไป มันจะมีป้ายที่ทุกคนลงหมด และจะมีรถบัสคันใหม่ที่มาแล้วคนขึ้นกันหมด 5555555 ตามๆ ไปค่ะ

พอมาถึงเราจะพบกับทะเลสาบสีฟ้าใสสสสสสส ชอบมากกกกกก คือเมืองนี้ลักษณะเป็นติ่งยื่นออกไปที่ทะเลสาบการ์ดา เป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี่แล้วค่ะ น้ำจากทะเลสาบนี้ก็มาจากน้ำแข็งบนเทือกเขาแอลป์ที่ละลายนั่นเองงงงงงง คือชอบบบบ รู้สึกสดใส ถึงแม้อากาศจะร้อนมากๆ ก็ตาม ฮ่าาาาา

ปราสาทสกาลิเจโล่นี่เมื่อก่อนเป็นที่อยู่ของพวกขุนนางในอดีตนะคะ ส่วนตอนนี้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ที่เปิดให้คนเข้าชมค่ะ

เดินลึกเข้าไปจะเจอทั้งร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของ ร้านชาย Gelato เยอะแยะมากมายเลยยยยยย เราก็เลือกเอาร้านที่ดูน่าอร่อยค่ะ ซึ่งก็อร่อยจริงงๆ

ด้วยความที่เวลาน้อยมากกกก เราเลยจะเที่ยวเมืองซีร์มีโอเนได้แค่นี้นะคะ เพราะเรามีอีกเมืองที่ต้องไป และเราอยากไปมากกกกกๆ นั่นคือ Verona นั่นเองค่ะ จากสถานีรถไฟ นั่งไปลงที่ Verona Porta Nuova ได้นะคะ ประมาณครึ่งชั่วโมง หรือถ้าใครไม่อยากนั่งย้อนกลับไปที่สถานีรถไฟ เฟิร์นเห็นว่าจากตรงนี้มีรถบัสไป Verona ด้วยค่ะ แต่ไม่ได้ขึ้นนะ เลยไม่แน่ใจว่านั่งไปนานแค่ไหน คิดว่าไม่น่าจะนานมากค่ะ เพราะใกล้นิดเดียว

- Verona -

มาถึง Verona แล้ว ออกจากสถานีมามองไปทางขวามือ จะมีที่ขายตั๋วรถบัสอยู่ ก็ไปซื้อตั๋วแล้วมารอขึ้นรถได้เลยค่ะ ดูรถบัสที่จะไป Arena นะคะ จะอยู่บริเวณ Piazza Bra ค่ะ

เรามาถึง Piazza Bra กันแล้วววว ที่นี่เป็นเหมือนห้องรับแขกของเมือง Verona นั่นแหละค่ะ ใครก็ต้องมาตรงนี้ก่อน จุดเด่นที่สังเกตเห็นง่ายมากๆ ว่าถึงแล้วก็คือ Arena ค่ะ หน้าตาจะเหมือนโคลอสเซียมขนามย่อมๆ และบริเวณตรงนี้ก็จะมีสวนหย่อมเล็กๆ ร้านอาหาร ร้านไอศกรีม เยอะแยะไปหมดเลยค่ะ

 

จากตรงนี้เราจะเดินไปเรื่อยๆ ระหว่างทางคือบ้านเมืองสวยมาก ไม่ได้ดูยิ่งใหญ่ แต่ดูเล็กๆ น่ารักๆ ชอบสีของเมืองนี้มาก มันน่ารักกกกกกกกกกกก ระหว่างทางก็จะแวะซื้อเจลาโตร้านดังอย่าง GROM ด้วยค่ะ อร่อยดี โดยเฉพาะรสพิสตาชิโอ

-Casa di Giulietta -

ที่แรกของเราวันนี้คือบ้าน Juliet ค่าาา เคยอ่านเรื่อง Romeo & Juliet กันมั้ยยย? เป็นนิยายรักโรแมนติกที่เศร้ามากกกก แทบจะเศร้าทั้งเรื่องเลยอะ ฮือออออ ... แต่บ้านนี้ไม่ใช่บ้านของจูเลียตจริงๆ นะคะ (แหงล่ะ ก็นี่เป็นนิยายนี่) แต่เป็นบ้านเก่าของตระกูล Capello ค่ะ ซึ่งเสียงก็จะคล้ายๆ กับชื่อตระกูล Capulets ของจูเลียต เค้าก็เลยเอามาบูรณะใหม่ให้กลายเป็นบ้านจูเลียตซะเลย อีกข้อมูลที่รู้มา (แต่อันนี้ไม่มั่นใจว่าถูกมั้ยนะคะ) คือเชคสเปียร์ นักประพันธ์นิยายเรื่องนี้ เค้านั่งแต่งนิยายเรื่อง Romeo & Juliet ที่เมืองนี้ด้วยค่ะ ปัจจุบันที่นี่เลยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญที่คนจะแวะมากัน

เราจะเห็นตั้งแต่กำแพงที่เต็มไปด้วยข้อความบอกรักที่เยอะจนนับไม่ถ้วนจากผู้คนที่แวะเวียนมาที่แห่งนี้ และเมื่อเดินเข้ามาสิ่งแรกที่เตะตาก็คงจะเป็นรูปปั้นของจูเลียต ที่คนต่างต่อแถวกันเพื่อไปสัมผัสหน้าอกด้านขวาของจูเลียต เพราะเชื่อกันว่าจะโชคดีเรื่องความรัก และเมื่อเรามองไปข้างบน เราจะเห็นระเบียงที่คนขึ้นไปถ่ายรูปกัน (ตรงนี้เสียเงินนะคะ) เป็นเหมือนฉากในนิยายเลยค่ะ เพราะบ้านของโรมิโอกับจูเลียตเนี่ยอยู่ติดกัน

-Piazza delle Erbe -

เดินต่อมาที่ตรงนี้ เมื่อก่อนในสมัยโบราณที่นี่เป็นศูนย์กลางการค้าของเมืองค่ะ ส่วนปัจจุบันเป็นตลาดกลางแจ้ง ไว้ขายของพวกของพื้นเมืองต่างๆ น่ารักดีค่ะ แล้วก็มีร้านอาหารแถวๆนี้ด้วย บรรยากาศชิลๆ ค่ะ

อีกอย่างที่เห็นชัดมากจากตรงนี้คือ หอระฆัง Torre Del Lamberti เราสามารถขึ้นไปข้างบนเพื่อชมวิวของเมืองได้นะคะ จะเสียค่าขึ้น แล้วเราก็ขึ้นลิฟท์ไปได้เลยค่ะ (แต่เฟิร์นไม่ได้ขึ้นนะคะ)

-Ponte Pietra -

เดินต่อมาที่สะพานที่สวยมากกกจุดนึง เฟิร์นมาตอนแสงอาทิตย์กำลังเหลืองๆ เลย สวยมากค่ะ ชอบบบ รู้มั้ยคะว่าสะพานนี้เคยถูกทำลายไปครั้งนึงในสมัยสงครามโลก แต่ว่าก็ได้รับการบูรณะขึ้นมาใหม่ค่ะ

-Castel San Pietro -

ถ้าเดินมาถึงสะพาน Pietra แล้ว อย่าพึ่งกลับถ้าไม่ได้ขึ้นมาจุดชมวิวบนนี้ค่ะ จากสะพาน เราสามารถเดินขึ้นก็ได้ หรือจะขึ้นลิฟท์ก็ได้ ราคาแค่ 2 ยูโรเอง คุ้มกว่าเยอะ ฮ่าๆๆๆ แล้วมันก็คุ้มมากจริงๆ เพราะวิวบนนี้สวยมากกก เราจะเห็นวิวเมือง Verona ทั้งเมืองเลย แล้วก็เห็นโค้งแม่น้ำ Adige ด้วย ยิ่งมาตอนพระอาทิตย์ตกยิ่งสวย สวยมากๆๆๆๆๆๆ เลยค่ะ

สรุปคือเมืองนี้ก็ชอบมากกกกกกก ไม่วุ่นวายจนเกินไป เมืองน่ารัก เดินทางง่าย ทุกอย่างเชื่อมกันหมด เดินเอาได้ และจุดชมวิวเมืองสวยมาก มาตอนพระอาทิตย์ตกคือฟินค่ะ

จบแล้วนะคะสำหรับ Part 1 ของอิตาลี่ อันนี้เป็น 3 เมืองที่เฟิร์นชอบที่สุดเลย ทั้งสามเมืองเป็นเมืองเล็กๆ แต่ก็สงบ และโรแมนติกมากค่ะ อาจจะไม่ถึงกับเงียบ เพราะก็เป็นเมืองท่องเที่ยว แต่ก็ถือว่าคนไม่พลุกพล่านเกินไป เป็นสามเมืองเล็กๆ ที่เที่ยวแบบ One day trip ได้ มาง่ายมากค่ะ ไม่อยากให้พลาดเลย ถ้ามีเวลาเยอะ ก็นอนค้างซักคืนก็ดีนะคะ 🙂

 

ใน Part นี้ขอจบไว้ตรงนี้ ไว้รออ่านตอนต่อไปกันนะคะ ว่าเฟิร์นจะพาไปเที่ยวเมืองไหนอีก