ในแต่ละปี เราจะมีทริปใหญ่ประจำปีอย่างต่ำก็ซักหนึ่งทริป ซึ่งจะเป็นทริปที่เราจะตัดขาดออกจากการทำงานทุกอย่าง แล้วไปพักผ่อนจริงๆ...  ซึ่งปีนี้เราเลือกมาจีนค่ะ  ...  ที่มาของทริปนี้เกิดจากวันนึงเล่นทวิตเตอร์อยู่ แล้วเห็นรูปคนคนนึงเค้าลงรูปย่าติง ซึ่งมันสวยมาก จำได้ว่าความรู้สึกตอนนั้นคือหัวใจเต้นรัว แล้วรู้สึกว่าฉันจะต้องไปที่นี่ให้ได้!’ ... แล้ววันนี้ เราก็ได้มาที่นี่จริงๆ

สำหรับรีวิวเราจะแบ่งออกเป็น 3 พาร์ท ตามเมืองที่ไปนะคะ โดยอาจจะไม่ได้เรียงวันไปบ้าง แต่รับรองว่าไม่งงแน่นอนค่ะ รีวิวที่กำลังจะได้อ่านต่อไปนี้จะเป็น Part แรกของทริป ซึ่งก็คือเมืองแรกที่เรามาถึง ก็คือลี่เจียงนั่นเองค่ะ เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเที่ยวกันเถอะ

DAY 1

              26 October 2019

สำหรับใครอยากมาที่ย่าติงนะคะ เราแนะนำว่ามาเริ่มจากลี่เจียงก่อนจะดีมากเลยค่ะ เพราะย่าติงถือว่าอยู่สูงกว่าประเทศไทยมาก เมื่อความสูงต่างกัน อาจทำให้ร่างกายเราปรับตัวไม่ทัน และทำให้เราป่วยได้นะคะ เพราะฉะนั้นเราแนะนำว่าให้ค่อยๆ เปลี่ยนเมืองเพื่อปรับระดับความสูงค่ะ  อย่างทริปนี้เรานั่งเครื่องบินจากกรุงเทพ ไปลงที่กวางโจว แล้วนั่งเครื่องบินในประเทศจากกวางโจวไปลงที่ลี่เจียงค่ะ

*** การเดินทาง

ขาไป - จากกรุงเทพ นั่งเครื่องบินในประเทศ ไปลงที่เมืองกวางโจวประเทศจีน โดยนั่งชั้นประหยัด สายการบิน China Southern

ขากลับ - จากเมืองแชงกรีล่า เรานั่งเครื่องบินในประเทศ ไปลงที่คุณหมิงประเทศจีน แล้วนั่งเครื่องจากคุณหมิงกลับกรุงเทพ โดยนั่งชั้นธุรกิจ สายการบิน China Eastern

ค่าเครื่องบินทั้งหมด คนละ 13,xxx บาท

เราจองผ่าน trip.com

ราคานี้สำหรับเราถือว่าถูกมาก เพราะขานึงเป็นชั้นธุรกิจด้วย (แต่จองโดยไม่รู้ตัวว่าชั้นธุรกิจนะคะ ไม่ทันดู) ยังไงส่วนตัวก็รู้สึกว่าไม่แพง ถ้าเทียบกับไม่ต้องเสียเวลาต่อรถบัสต่อรถไฟข้ามเมือง ไม่เหนื่อยด้วยค่ะ แต่สำหรับคนที่อยากประหยัดงบ สามารถนั่งจากกรุงเทพ ไปลงที่เมืองคุณหมิง แล้วนั่งรถบัสหรือรถไฟได้ แต่ตรงนี้ลองหาข้อมูลเพิ่มเติมดูนะคะ เพราะเฟิร์นไม่ได้ศึกษาการเดินทางรูปแบบนี้ไว้เลยค่ะ

เมื่อถึงสนามบินเมืองลี่เจียงแล้ว เราให้รถจากที่พักมารับ เค้าคิดอยู่ที่ 80 หยวน ก็ถือว่าคุ้ม เพราะรีวิวอื่นๆ ที่อ่านมา อย่างต่ำที่เคยเรียกแทกซี่กันเองก็อยู่ที่ 100 หยวนแล้วค่ะ

ที่พักในเมืองลี่เจียงเราพักที่ Lijiang Gemmer Hotel ตกืนละ 3,3xx บาท ข้อดีคือ

  • เจ้าของพูดภาษอังกฤษได้
  • โลเคชั่นดี ถึงแม้จะไม่อยู่ในเมืองเก่า แต่อยู่หน้าเมืองเก่าเลย ไม่ต้องลากกระเป๋าเพราะแทกซี่ส่งถึงหน้าที่พัก
  • เจ้าของคือดีมากกกกกกก เจอปัญหาอะไรช่วยจัดการช่วยเคลียร์ตลอดเลย แนะนำได้หมด
  • ห้องดี สะอาดมากกกกกกกกก
  • สามารถพาไปดูโชว์ Impression Lijiang , Bluemoon Valley , Jade Dragon Snow Moutain ได้ เผื่อคนที่ขี้เกียจไปเดินหาในเมืองเก่า (แต่ตรงนี้เดี๋ยวมีสตอรี่นิดหน่อย ไว้เล่าต่อ อ่านไปก่อนนะ 55555)

โดยรวมแล้ว ก็ถือว่าแนะนำเลยค่ะ ที่พักดีจริงๆ ไม่ผิดหวังแน่นอน

พอมาถึง เราเลยจองทัวร์สำหรับวันพรุ่งนี้ผ่านที่พัก โดยเราจะไปทั้ง Impression Lijiang , Bluemoon Valley , Jade Dragon Snow Moutain ครบทั้งสามที่เลย ก่อนจะจองเราถามโฮสว่า Private Tour ใช่มั้ย? Only 3 of us? เค้าก็ yes yes เราก็เลย โอเคจ้าาา งั้นจองเลย ได้มาในราคาคนละ 520 หยวน ถือว่าดี!!

กว่าจะจัการอะไรเสร็จก็ค่ำแล้ว เราเลยไม่ได้ทำอะไรมากนะคะวันนี้ ก็ออกมาหาอะไรกินกันไม่ไกลจากที่พักค่ะ ร้านนี้เจ้าของแนะนำมา จะเป็นทั้ง Hotpot และ BBQ คืออยากบอกว่าเป็นมื้อแรกของทริปที่ดีมากกกก อร่อยค่ะ เนื้ออร่อย เสียดาย Yak หมดเลยอดกิน แต่แค่เนื้อมาทำ BBQ ก็อร่อยแล้วอะ ลองจิ้มกินกับพริกของเค้านะ ปกติเราไม่กินพริก แต่พริกเค้าอร่อยอะ เด็ดเลย สำหรับมื้อนี้ 3 คน 605 หยวนค่ะ เราพิมชื่อร้านไม่ได้เพราะเป็นภาษาจีน แต่ถ้าใครอยากตามมา ก็จิ้มพิกัดมาตามนี้เลยค่ะ https://maps.app.goo.gl/HnGq2CKf1hdzH4Qq8

DAY 2

              27 October 2019

Good morning! วันนี้เราจะเที่ยวกันทั้งวันเลยค่ะ  ทางที่พักบอกว่าคนขับรถนัดพวกเราตี 5:50 ซึ่งเราลงกันไปสาย 10 นาที ด้วยความที่ตอนนั้นก็เข้าใจว่ามีแค่เราสามคน สายหน่อยไม่เป็นไร เราต้องการจอง Private เพราะกำหนดเวลาเองได้อยู่แล้วก็ควรจะชิลๆ ปรากฏว่า... พอลงไปถึง คนขับรถคือหงุดหงิด และขับรถน่ากลัวมากกกกกกกก ขับรถเร็วและแทรกตลอดทาง น่ากลัวจริงๆ กลัวชน กลัวรถคว่ำ ตอนนั้นพวกเรางงมากว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเค้าต้องหงุดหงิดขนาดนั้น เราเห็นเค้ารับโทรศัพท์แล้วคุยเสร็จก็ปามือถืออย่างแรง เอาจริงพวกเราก็เลิ่กลั่กแล้วนะ จะไปถึงมั้ยเนี่ย.....  จนซักเกือบครึ่งชั่วโมงกลายเป็นว่าเค้าแวะรับคนอีกประมาณ 5 คน!!!!  พวกเรานี่งงตาแตกเลยค่ะ อ่าว ไหนตอนแรกบอก private tour ซึ่งเราถามย้ำแล้วว่าแค่เราสามคนใช่มั้ย พอมีคนอื่นด้วยแบบนี้ก็งงสิคะ ตรงนี้เลยเป็นจุดที่รู้สึกว่าไม่ happy เท่าไหร่ อีกอย่างคือคนอื่นๆ เป็นคนจีนหมด พวกเราเลยค่อนข้างรู้สึกแปลกแยก บางทีเค้าอธิบายกัน แต่เราฟังไม่เข้าใจ แล้วเค้าไม่ได้หันมาอธิบายให้เราฟังทุกอย่าง ยอมรับว่าตรงนี้ก็เซ็งค่ะ แต่ทำอะไรไม่ได้เนอะ เอาเป็นว่าถ้าใครอยากได้ Private แบบแค่กรุ้ปตัวเองจริงๆ ก็ระวังๆ จะเจอแบบเรานะคะ

จากที่พัก ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงก็มาถึงแล้วค่ะ ซึ่งถ้าเรามากับทัวร์ (ไม่ว่าจะเป็นทัวร์รถบัสคนเยอะๆ หรือ Private tour แบบเรา) ก็จะต้องเดินฟังเค้าอธิบายอะไรก็ไม่รู้ เพราะพูดจีน ไม่ได้มีใครพยายามอธิบายอะไรให้เราฟัง แล้วต้องเดินตามเค้าตลอด หลุดออกจากกรุ๊ปไม่ได้เลย คือฟีลไปกับทัวร์จริงๆ อะ เราไม่ชอบเลยยยยยย ฮือออออออ แต่เรื่องดีๆ ของเช้านี้คือ ตอนแรกหมอกเยอะมากจนเรากังวลว่าจะมองไม่เห็นวิวรึเปล่า แต่พอตอนที่พระอาทิตย์เริ่มขึ้น ไม่กี่วินาทีนั้นที่อยู่ๆ ลมก็พัดเอาหมอกเคลื่อนที่ ทำให้เราได้เห็นภูเขาหิมะเคล้าไปกับหมอก และสีทองสาดไปที่ภูเขา มันสวยมากจริงๆ ค่ะ

ตามความเข้าใจของเรา ทั้งสามจุดนี้คืออยู่ที่เดียวกันหมดเลย เรียกโดยรวมว่า Blue Moon Valley ซึ่งข้างในจะมี Jade dragon snow Moutain , Impression Lijiang และ ไป่สุยเหอ ...การจะย้ายจากที่นึงไปอีกที่นึง คือเราจะนั่งบัสในอุทยานไปค่ะ  และถ้าไปครบทั้งสามที่ จะต้องใช้เวลาทั้งวันนะคะ ในวันนี้อาจจะพกกระป๋องออกซิเจนกันคนละกระป๋องก็ได้ค่ะ ถ้าใครไปทัวร์เค้าจะมีให้อยู่แล้ว ส่วนใครมาเองก็อาจจะซื้อพกไว้จากเมืองเก่าเลยนะคะ เพราะมาซื้อที่นี่ราคาจะสูงกว่าค่ะ  ส่วนยา Diamox แนะนำว่าให้กินไว้ก่อนนะคะ เราไม่รู้เลยว่าเราจะแพ้ความสูงรึเปล่า ถ้าเป็นขึ้นมาจะเที่ยวไม่สนุก

*** สำหรับยา Diamox สามารถซื้อจากไทยไปได้นะคะ ไปหาคุณหมอให้คุณหมอจัดยาให้ได้ค่ะ ส่วนวิธีกินก็ให้คุณหมอแนะนำ แต่ตอนนั้นเราไม่มีเวลา เลยไปซื้อเองนะคะ จากร้าน วิฑูรย์เภสัช จะได้เป็นยา 250mg ซึ่งใครจะแบ่งกินครึ่งเม็ด เช้าเย็น หรือจะกินตอนเช้า 1 เม็ดไปเลยก็ได้ เป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการ แต่!! ถ้าใครเริ่มมีอาการ คลื่นไส้ เวียนหัว อาเจียร ก็แนะนำว่ากิน 1 เม็ดตอนมีอาการไปเลยค่ะ

สำหรับที่แรกเราจะไปกันที่ ไป่สุ่ยเหอ ก่อน (ทัวร์เค้าจัดไว้แบบนี้ แง) ซึ่งเราจะนั่งบัสสีเขียวๆ ไปลงที่จุดนึง พอลงแล้ว ตรงนั้นเค้าจะมีให้ซื้อตั๋วสำหรับ Hop on - Hop off ที่ ไป่สุ่ยเหอ อีก คนละ 50 หยวนต่อคน อันนี้แล้วแต่เลยค่ะว่าจะซื้อมั้ย ตอนนั้นเราซื้อนะ แต่สุดท้ายคือไม่ได้ใช้เลย เพราะก็เดินไปเรื่อยๆ ชมวิวไปเรื่อยๆ มันไม่ได้ไกลขนาดนั้น แต่ถ้ามีผู้สูงอายุ หรือไม่ชอบเดิน ก็ซื้อก็ได้ค่ะ

เดี๋ยวเอารูปที่ ไป่สุ่ยเหอให้ดูกันนะคะ สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวคือ เราเฉยๆ กับที่นี่ ไม่รู้ว่าเพราะทุกคนบอกว่าสวยมาก สวยมาก สวยมากๆๆๆๆ กันรึเปล่า เราเลยคงคาดหวังมั้ง พอมาก็เลยรู้สึกว่าผิดหวังนิดหน่อย หรืออาจเพราะฟ้าไม่เปิดด้วย มันก็เลยสวยไม่สุด ยังไงก็ไม่รู้ .. ไม่งั้นอาจลองมาแบบ ไม่ต้องคาดหวังดูก็ได้นะคะ จะได้ไม่ต้องผิดหวัง

น้ำที่เราเห็นนี่คือหิมะจากภูเขามังกรหยกที่ละลายแล้วไหลลงมานะคะ เค้าถูกเรียกว่า แม่น้ำแห่งความรัก เพราะว่าน้ำอะเย็นมากกกก จะหน้าร้อนหน้าหนาวก็เย็นแบบนี้ตลอด เย็นแบบเฉียบ! เค้าบอกว่าถ้าหนุ่มสาวที่อยากพิสูจน์รัก เค้าจะมายืนน้ำเปล่าที่แม่น้ำนี้เป็นการทดสอบความรัก แล้วจะทำให้ความรักทั้งสองยืนยาววว

วิธีเดินก็ไม่ยากเลย เราเดินตามคนไปเรื่อยๆ จากจุดที่ลงรถ แล้วเดินตรงไปอย่างเดียวยาวๆ จนสุด ก็จะเป็นจุดขึ้นรถบัสไปที่ต่อไป แค่นี้เลย แค่นี้จริงๆ นะ 555555

ต่อมาเราจะไปดูโชว์ Impression Lijiang กันค่ะ เป็นสิ่งที่หลายๆคนตัดออกจากโปรแกรมนะคะ แต่ส่วนตัวเราชอบดูอะไรแบบนี้ก็เลยไม่ตัดค่ะ ซึ่งอันนี้เป็นโชว์ Open air ที่ใหญ่ที่สุดในจีนเลยค่ะ กำกับโดยจางอี้โหมว

ส่วนเนื้อเรื่องเนี่ย เค้าจะเอาวัฒนธรรมตามคัมภีร์ตงปา (Dongba) ของชาวน่าซี (Naxi) ซึ่งเป็นคนพื้นเมืองของลี่เจียงแต่เดิม นำมาประยุกต์เป็นการแสดงค่ะ เราจะได้เห็นเส้นทางขนส่งใบชาโบราณ (Ancient Tea Horse Road) ด้วย เพราะว่าเมืองลี่เจียงเนี่ยเป็นหนึ่งจุดสำคัญของการขนส่งใบชาในอดีตเลยค่ะ

ส่วนตัวแล้วชอบมากนะคะ คือมันยิ่งใหญ่มากกกกกจริงๆ มันดูแบบมีพลังอะ ถึงจะไม่เข้าใจภาษาเค้า (แต่มีซับอังกฤษให้อ่านที่จอนะคะ) แต่แบบเราก็ว่าคุ้ม แล้วเพลงคือติดหูมาก ถึงขั้นเราต้องอัดเสียงใส่มือถือมาเก็บไว้ฟังเลยอะ ไม่รู้เหมือนกัน ดูแล้วรู้สึกมีพลังยังไงบอกไม่ถูก ชอบค่ะ ถ้ามีเวลา มีงบพอ ก็ไม่อยากให้ข้ามนะ

ที่สุดท้ายของวันนี้คือ ภูเขาหิมะมังกรหยก (Jade Dragon Snow Moutain) เทือกเขานี้เป็นธารน้ำแข็งที่อยู่ใต้สุดของซีกโลกเหนือที่ยาวกว่า 35 กิโลเมตร และเป็นหนึ่งในภูเขาศักดิ์สิทธ์ที่คนเค้าเคารพบูชากันด้วย ถ้าได้ดูโชว์ Impression Lijiang จะเห็นตอนนึงที่ผู้หญิงคนหนึ่งถูกคลุมถุงชน เค้าและคนรัก(ที่แท้จริงของเค้า) ก็เลยหนีออกไปแล้วสังเวยตัวเองที่ภูเขาหิมะมังกรหยก ซึ่งนั่นแหละค่ะ ในสมัยอดีตที่นี่เป็นสถานที่สังเวยตัวเองเพื่อพิสูจน์รักแท้เลยล่ะ หรือบางคู่ที่ถูกคลุมถุงชนก็จะหลบหนีมาอยู่ที่นี่ค่ะ

ตอนที่เราเห็นในรูปคือสวยม๊ากกกกกกกกก อยากมามากๆๆๆๆๆๆๆ มันคือภูเขาสีขาวสูงเสียดฟ้า ตัดกับท้องฟ้าสีฟ้าสด คือดีมากกๆๆๆ  เราก็นั่งกระเช้าขึ้นมา ... ตรงนี้แหละค่ะที่เริ่มจะได้ใช้กระป๋องออกซิเจนกันแล้ว เพราะกระเช้าจะขึ้นสูงขึ้นเรื่อยๆๆๆๆๆๆ ตอนนี้เราเริ่มมีอาการ AMS เบาๆ คือชาที่ปลายนิ้ว เริ่มรู้สึกหนืดๆ เหมือนทุกอย่างมันช้าลง หาวบ่อย เหนื่อยง่าย แต่ยังดีที่เป็นแค่นี้แหละ ไม่ได้ปวดหัว หรือถึงกับอาเจียน .... เรานั่งกันมาเรื่อยๆ จนกระทั่งเราขึ้นมาบนจุดสูงสุด แล้วพบว่า......... หิมะตกหนัก!! ขาวโพลน!! มองไม่เห็นอะไรเลย!! และปิดทางไม่ให้เดิน!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ก็คือจบบเลยอะแม่ เศร้ามากกกก ฉันมาทำอะไรที่นี่ // เพลงขึ้น

วันนี้ของเราก็เลยจบเท่านี้ ถ้าเอาความจริงโดยรวมวันนี้ก็ค่อนข้างเฟลนะ แบบมันไม่ได้ดีอย่างที่คิดขนาดนั้นอะ เราคงคาดหวังเยอะ ประกอบกับสภาพอากาศและฝนฟ้าที่ไม่เป็นใจเท่าไหร่ด้วย แต่ก็คิดว่าถ้าในวันที่ฟ้าดีกว่านี้ เราว่าก็คงจะสวยดีนะ  ไม่เป็นไรหรอก มันก็คงเป็นสีสันของการเดินทางที่อาจไม่ได้เป็นดังใจเสมอไป แต่เราก็มีสิ่งปลอบใจคือ อาหารเย็นวันนี้เราอร่อยมาก!!!! โฮสแนะนำมาอีกแล้ว คราวนี้เป็นอาหารจีนที่แบบอร่อยเลยยย ใครอยากตามมากิน ตามมาที่พิกัดนี้น้าา https://maps.app.goo.gl/Ajfys6eAdgk1wPxBA

DAY 3

              28 October 2019

วันนี้เป็นวันแรกที่จะได้กินอาหารเช้าที่โรงแรม เพราะวันก่อนออกเช้าม้ากกก ไม่ได้กิน ซึ่งอาหารก็เบสิคๆ พวกข้าวต้ม แต่แก๊!! ดูถูกไม่ได้เลย หน้าตาธรรมดา แต่รสชาติดีอยู่นาาาาาาา

วันนี้เราจะอยู่ที่ลี่เจียงกันครึ่งวัน แล้วเดี๋ยวช่วงบ่ายเราจะย้ายไปแชงกรีล่ากันนะคะ เราก็เลยตั้งใจว่าจะเดินเล่นใน Lijiang Old town นี่แหละ เพราะตั้งแต่มาก็ยังไม่เคยเดินเล่นในนี้เลย กว่าจะกลับมาก็ดึกทุกคืน งั้นเช้าวันนี้ขอเดินเล่นกันหน่อย

เราเข้ามาในเมืองเก่าก่อน 10 โมง เลยค่อนข้างเงียบมากๆๆ ร้านต่างๆ ยังไม่เปิด คนน้อยมากค่ะ แล้วก็ยังไม่เก็บค่าเข้าด้วย ถ้าเกิดใครชอบมาเดินถ่ายรูป หรือชอบสงบๆ ก็แนะนำว่ามาก่อน 10 โมงนะคะ จะดีมากเลย

โดยรวมแล้ว เราว่าเมืองน่ารักมากนะ การตกแต่งเอย ต้นไม้เอย ดอกไม้เอย .. เราเสียดายเลยออะที่มีเวลาเดินเล่นที่นี่น้อยไปมากๆ เพราะมีร้านกาแฟน่ารักหลายร้านเลยนะ ถ้าออกมารอบนอกหน่อยคนก็จะไม่วุ่นวาย แต่ถ้าใครชอบแบบคนเยอะหน่อย ก็เข้ามาในโซนตรงกลางใกล้กังหัน คือยิ่งเดินลึกเข้าไปคนยิ่งเยอะขึ้นๆ

จนถึงจุดที่สามารถเดินขึ้นไปสูงขึ้นเรื่อยๆๆๆๆ เพื่อที่จะไปชมวิวจากข้างบน ก็จะเห็นเป็นหลังคาเยอะๆ เค้าเรียกว่าทะเลหลังคาหว่านกู่โหลว ซึ่งจะตั้งพิกัดไปที่ Wenchang Palace ก็ได้ หรือถ้าใครไม่อยากเดินไปถึงตรงนั้น ไม่อยากเจอคนเยอะๆ จะบอกว่าให้มาตรงนี้แทน https://goo.gl/maps/uagMUwwjr8tWnKVH9  ที่นี่เป็นทั้งร้านกาแฟและที่พัก วิวดีใช้ได้ เสียอย่างเดียว เปิดเที่ยง แต่เราไปถึง 11:30 และต้องรีบกลับ... จบ!

ยังเหลืออีก 1 ที่ที่อยากไป แต่เพื่อนเราไม่ไหวแล้ว AMS หนักมาก!!!!! อาการคืออาเจียรตลอดเลย ตั้งแต่เช้าจนเกือบเที่ยง อาเจียรไปเกิน10 รอบแล้ว หมดแรงมาก หน้าซีด คือไม่ไหวแล้วจริงๆ เลยเดินออกจากเมืองเก่าเพื่อพาไปขึ้น Taxi ให้กลับไปนอนพักก่อน ส่วนเรากับคุณฉุย ระหว่างรอเพื่อนนอนพัก เราก็จะไปต่อกันที่ Black dragon pool โดยนั่งแทกซี่ไปค่ะ เพราะกลางวันอากาศร้อนมาก เหงื่อแตก

พอลงจากแทกซี่ จะเข้าไปที่ Black dragon pool  ปรากฏว่าาาาา เสียค่าเข้า 50 หยวนจ้าาาา!!!  แทบกรี๊ด เข้ามา 3 วัน ไม่เคยโดนค่าเข้า มาโดนเอาวินาทีสุดท้าย ที่แบบ มาแปบเดียวแล้วจะออกจากเมืองละ 55555 คือด้วยความที่ว่าปกติเราเข้าดึกเพื่อไปกินมื้อค่ำตลอด ก็เลยไม่เคยโดนเก็บเลย กับเมื่อเช้าก็เข้ามากเค้าเลยยังไม่เก็บไง ก็มาโดนตอนนี้แทน แต่ก็เอาเถอะ ถือว่าจ่ายย้อนหลังที่เข้าฟรีมาตลอดสามวันแล้วกัน ส่วนถ้าใครโดนตั้งแต่วันแรกก็ไม่ต้องห่วง จ่ายครั้งเดียวจบ เก็บบัตรไว้โชว์ก็พอค่ะ

แล้วกลายเป็นว่าเราชอบที่นี่มากกก มากกกกกกกกกกก คือมันมีความสงบ มีต้นไม้เยอะ มีความสวนใหญ่ๆ เสียดายมากที่เวลาน้อย เราได้เดินดูแค่นิดเดียวเอง จริงๆมันใหญ่นะ เห็นมีเดินขึ้นเขาได้ด้วย แต่ไม่ได้ไป ก็เดินได้แค่นิดๆ หน่อยๆ แต่ยืนยันว่าชอบมากกกกๆๆ ใครมีเวลาเดินมาให้ถึงตรงนี้นะ จะดีมากเลย

เวลาสำหรับเมืองนี้หมดแล้ว เดี๋ยวพาร์ทต่อไปเราจะย้ายเมืองไปที่แชงกรีล่านะคะ แต่ก่อนจบพาร์ทเดี๋ยวเราจะมาบอกวิธีย้ายเมืองก่อน ของเราคือให้ที่พักเรียกแท็กซี่เพื่อไปขึ้นรถบัสนะคะ ซึ่งมันชื่อว่า Lijiang passenger transport termial ใช่มั้ย แต่!!!! ถ้าเราเสิร์ชจาก google map มันจะอยู่จุดนึง ซึ่งมันไม่ตรงกับที่จริงอะค่ะ (อันนี้คืองงเหมือนกัน) เพราะฉะนั้น เอาโลเคชั่นนี้ไปเทียบนะคะ  https://maps.app.goo.gl/bDNoD8r9Tydy6nFb8

พอไปถึงก็ซื้อตั๋วรถได้เลย ไม่ยากนะคะ บอกเค้าได้เลยว่าจะไปแชงกรีล่า (ถ้าเค้าไม่เข้าใจบอกว่าไป เซียงเกอะลีล่า) ตอนเราคือเสียค่ารถคนละ 62 หยวนค่ะ รถบัสที่จะไป ออกทุกครึ่งชั่วโมงค่ะ พอได้ตั๋วแล้วก็เดินไปที่จุดรอรถบัส ดูว่าของเราบัสเลขอะไร ไม่ยากเลยค่า แต่ถ้าไม่มั่นใจก็แค่ยื่นตั๋วให้คนที่ดูเป็นพนักงานนะ เดี๋ยวเค้าจะชี้ๆ ให้เองค่ะ ใช้เวลาไปประมาณ 4 ชั่วโมงนะคะ  ทางไม่ยาก ไม่มึนหัวค่ะ แล้วเดี๋ยวเค้าจะไปจอดที่ขนส่งของเค้า มันเป็นป้ายสุดท้ายอยู่แล้ว ไม่ต้องกลัวหลงเลยค่าา ส่วนจะเข้าที่พักยังไงอันนี้ลองถามที่พักนะคะ ว่าเค้ามีบริการมารับมั้ย ของที่พักเรามีค่ะ

ส่วนในพาร์ทของแชงกรีล่าจะเป็นยังไง ติดตามกันได้ใหม่พาร์ทต่อไปนะคะ