ก่อนที่จะเริ่ม... มาทำความเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า Ireland ที่เราไปไม่ใช่ Iceland เพราะฉะนั้นนน ไม่มีแสงเหนือนะคะ  ..  แต่สิ่งที่ Ireland มีก็คือประวัติศาสตร์อันยาวนาน มีทั้งปราสาทที่ตอนนี้แม้จะกลายเป็นซากไปแล้ว แต่เข้าไปก็ขนลุกด้วยความยิ่งใหญ่และดูคลัง หรือปราสาทที่มีอายุเป็นร้อยปียังคงไว้ให้ดูใหม่เหมือนสภาพเดิมเพื่อให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ได้เข้าชมและศึกษา รวมถึงธรรมชาติที่สวยและยิ่งใหญ่  เมืองก็ปลอดภัยมากก และเดินทางไม่ยาก เป็นอีกหนึ่งประเทศที่อยากแนะนำให้มาลอง Road trip กันดู

แล้ว Ireland อยู่ตรงไหน?  Ireland เป็นเกาะที่อยู่ติดกับสหราชอาณาจักร (ประเทศอังกฤษ) จะแบ่งออกเป็น 2 โซนคือ Ireland และ Northern Ireland  โดยที่ Northern Ireland หรือไอร์แลนด์เหนือเนี่ยเค้าจะเป็นส่วนหนึ่งของสหราชอาณาจักรนะคะ แต่ครั้งนี้ที่เราจะไปคือ Ireland ค่ะ คิดว่าหลายๆคนอาจจะยังไม่คุ้นชื่อเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าประเทศนี้มีอะไรบ้าง เอาเป็นว่าเดี๋ยวเราจะพาไปเที่ยวกัน โดยครั้งนี้เราติดสอยห้อยตามเพจของเฮียเรา Gowentgo ไป  และบินไปกับสายการบินอันดับหนึ่งของโลกอย่าง Qatar Airways ที่พึ่งเปิดรูท กรุงเทพ-ดับลิน ( เมืองหลวงของ Ireland ) ทำให้การจะไป Ireland นั้นนนนง่ายขึ้นไปอีกกกกก

DAY 00 (BKK -DOH - DUB)

เราขึ้นเครื่องกันที่สนามบินสุวรรณภูมิ  นั่ง Boeing787 Dreamliner ที่นั่งกว้างขวาง นอนสบายยยยย  และที่ชอบคือนางมี Dimmable window จ้าาา คือกระจกนี้จะสามารถปรับความเข้มของแสงที่หน้าต่างได้ตั้งแต่สว่างไปยันมืด มันแก้ปัญหาเวลาที่เราแบบ ก็อยากจะเปิดหน้าต่างดูวิวนะะ แต่ร้อนแสบตาเหลือเกินน แต่กระจกนี้เราจะสามารถปรับให้เข้มได้ ไม่แยงตา อะเลิศ!

จากสุวรรณภูมิเราใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมงครึ่ง มาถึง Doha ซึ่งก็จะว่างงงอยู่ประมาณชั่วโมงกว่าๆ ก็เลยถ่ายรูปดีกว่า...

กล้องละ... กล้องอยู่ไหน...

กล้องงงงงง อยู่ ไหนนนนนน!!!

เอาแล้วไง ความใบมาเยือน (ความใบ คือคำที่เพื่อนชอบใช้เรียกเรา เพราะจะขี้ลืม และทำไรอะไรเด๋อๆ ตลอด ฮ่าาาา)  ลืมกล้องไว้บนเครื่องบินแน่ๆๆๆๆๆ ว้อยยยยยย  โอยยย แล้วกว่าจะรู้ตัวคือผ่านไปประมาณเกือบ 20 นาทีแล้ว หน้าซีดเลยยยย คือปกติเนี่ย แค่ก้าวขาออกจากเครื่องบินแล้วพบว่าลืมของก็กลับไปเอาไม่ได้แล้วไง ละนี่ผ่านมา 20 นาทีแล้ว กล้องจะยังอยู่ดีมั้ยยย TT

แต่ความโชคดีอย่างนึงคือ ที่สนามบิน Doha จะมีเพียงสายการบินเดียวคือ Qatar Airways ทำให้ staff ทุกคนที่เดินผ่านคือสามารถให้ความช่วยเหลือได้หมด เราพุ่งเข้าชาร์ต ground staff คนนึงเพื่อขอความช่วยเหลือ และพี่ staff ก็พาเราไปตรงแผนกที่คอยให้ความช่วยเหลือ เราก็แจ้งข้อมูลไปว่านั่งเครื่องอะไรมา ที่นั่งไหน กล้องรุ่นอะไรหน้าตาเป็นยังไง จากนั้นพี่เค้าก็กดโทรศัพท์ติดต่อกันไปมา แล้วก็เดินออกไป หายไปอยู่กี่นาทีไม่รู้ จริงๆ ไม่นานหรอก แต่ใจคนรอนี่แบบโอยยยยรู้สึกเหมือนผ่านไปเป็นวัน สุดท้ายพี่เค้าก็กลับมาพร้อมกล้องของเรา โอยยยยยยย ดีใจมากกกกก ขอบคุณค่าาาาา

อะความซวย01 ผ่านไป เดินทางต่อได้ เราจะนั่งเครื่องจาก DOH ไป Dublin กันต่อค่ะ นอนบ้าง ดูหนัง ฟังเพลง เล่นเกม และกินๆๆ  แปบๆ ก็ 8 ชั่วโมงแล้ว ถึงละจ้าาาาาา

สิ่งสำคัญสำหรับการไปเที่ยวที่ขาดไม่ได้คือ Sim card  เราซื้อที่สนามบินเลย จะมีมินิมาร์ทอยู่นะ เราซื้อซิมของ Meteor ราคา 25 Euro เป็นแบบใช้ Data อย่างเดียว เล่นได้ 15GB 30 วันจ้า

และรถก็เช่าของบริษัทเอ็นเตอร์ไพรซ์ เช่ากัน 8 วัน รวมประกันและ GPS แล้ว จะเป็นเงิน 15740บาท อันนี้คือราคาเต็มเนอะ  ราคาต่อคนแบบหารๆแล้วเดี๋ยวสรุปอีกทีท้ายรีวิวค่ะ

ส่วนเงิน เราแลกเงินจาก Super rich Thailand สีเขียว มีหลายสาขามาก สะดวกสุดๆก็แลกสุวรรณภูมิได้เลยเพราะยังไงเราก็ขึ้นที่นี่ ส่วนสกุลเงิน ใช้ Euro ค่ะ

และถ้าใครจะอยู่ในเมือง Dublin เนี่ยยย เราแนะนำว่าไม่ต้องเช่ารถนะ เพราะค่าที่จอดในเมืองแพงมากก นั่งรถสาธารณะเอาดีกว่า  ควรซื้อ Leap card แบบ Visitor ซื้อได้ในสนามบินเลย การ์ดนี้เอาไว้นั่งพวก  Bus กับ tram คือมีการ์ดนี้ก็เที่ยวในเมืองได้สบายละ เราซื้อมาแบบ 72 Hours (นับจากวินาทีที่ใช้การ์ดครั้งแรก)  ราคา 19.5  Euro จ้าาา

ซึ่งวันแรกเราจะอยู่ที่ Dublin กันก่อน ร้านแรกที่เราไปกินอยู่ใกล้ที่พักของเราค่ะ ชื่อ Broadway new york eatery  และ

กินอิ่มแล้วเดินสำรวจเมืองกันค่ะ อ่ออ อย่าลืมไปซื้อ Heritage Card กันนะ จะเข้าฟรีได้หลายสถานที่เลย ลองดูใน www.heritageireland.ie ก่อนก็ได้ว่ามีสถานที่ที่เราอยากไปมั้ย คุ้มมั้ย ถ้าคุ้มก็ซื้อเลยยย 40euro แต่ถ้าไม่คุ้มก็จ่ายแยกเอา ต้องลองวางแผนกันดีๆ จะได้ประหยัดเรื่องค่าใช้จ่ายนะ อ่อออ เออออ อีกนิดนึงง คือทุกวันพฤหัสบดีแรกของแต่ละเดือน ทุกที่ใน Heritage Card เข้าฟรีจ้าาา ถ้าเป็นไปได้ก็ลองแพลนให้ตรงกับวันพฤหสบดีดู เผื่อจะไม่ต้องซื้อ Heritage แล้วประหยัดไปอีกกก

dublin castle

และที่แรกที่เราจะมาใช้ Heritage Card ก็คืออออ Dublin Castle จ้าา

ที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของชาวไอริชเลยค่ะ มีมาตั้งแต่ปี คศ.1204 แล้ว คือเก่าแก่และประวัติศาสตร์ยาวนานมาก เคยเป็นทำเนียบรัฐบาลของอังกฤษและไอร์แลนด์ แต่เอาล่าสุดปัจจุบันกลายมาเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ และยังเป็นสถานที่ที่เอาไว้จัดงานสำคัญๆ เช่นการประชุมหรืองานเลี้ยงของรัฐบาลเป็นต้น

เดินต่อได้ วันนี้ฝนตกปรอยๆทั้งวันเลยค่ะ ทั้งหนาวทั้งฝน ทั้งๆที่ควรเป็นหน้าร้อนน แต่ก็เข้าใจได้ค่ะ ส่วนใหญ่ประเทศที่เป็นเกาะมักจะอากาศแปรปรวน และฝนตกบ่อยมากแบบบนี้  เราเลยเตรียมการมาดีค่ะ เอาเสื้อหนาวของ The North Face   รุ่น Women’s travel triclimate  ติดมาด้วย เอาอยู่ทั้งหนาว ลม และฝนค่ะ

St Patrick’s Cathedral

ที่นี่เป็นมหาวิหารที่ใหญ่ที่สุดใน Ireland เลยค่ะ ค่าเข้าที่ไม่รวมใน Herritage Card นะคะ คนละ 6.5 Euro แต่สวย ยิ่งใหญ่อลังการมาก ควรมาาาา

Guiness Storehouse

ที่นี่เป็นต้นกำเนิดของเบียร์ดำชื่อดังอย่าง Guiness Beer  ซึ่งถึงแม้ว่าปกติเราจะไม่ได้ดื่มเบียร์ แต่มาถึงนี่แล้วก็ต้องขอมาดูหน่อย เพราะเค้ามีให้ดูตั้งแต่ประวัติความเป็นมา วัตถุดิบ ขั้นตอนวิธีทำ ไปจนถึงมีให้ลองดมและชิมด้วย สอนชิมด้วยงี้

พอดูจบ ข้างบนจะมีเป็นแบบคล้ายๆบาร์ ให้เราเอาตั๋วที่เราซื้อมาตอนแรก มาแลกเบียร์ได้ 1 แก้ว ใครอยากจะดื่มตรงนี้ก็ดื่ม หรือใครอยากจะขึ้นไปข้างบนสุด จะมีห้องกระจก 360 องศา ให้จิบเบียร์และชมวิวเมือง Dublin

ถ้าถามเรา คือเราบอกไม่ถูกจริงๆ ว่ามันอร่อยมั้ย ต่างจากเบียร์ปกติยังไง เพราะปกติเราไม่ดื่ม เลยไม่รู้ว่าเบียร์ปกติมันต้องยังไง แบบไหนเรียกว่าอร่อย แต่ถ้าแบบมาเอาบรรยากาศ เราก็ว่าโอเคนะ

ถึงเวลากลับที่พักกันแล้ว ลืมบอกไปว่า เราจะพัก AirBNB ทุกคืนนน ด้วยเหตุผลที่ว่าประหยัดกว่ามากๆ คือส่วนใหญ่จะมี 2-3 ห้องนอน มีห้องนั่งเล่น และห้องครัวไว้ทำอาหารกินกัน ก็ประหยัดไปอีก เวลาไปกันหลายๆคนเราชอบนอน AirBNB มากกก

Day2 (Wicklow – Avoca –New Ross )

WICKLOW mountain national park

วันนี้เราจะเริ่มออกนอกเมืองกันแล้ววววว ซึ่งที่แรกที่เราจะไปก็คือ Wicklow Mountain National Park เป็นหนึ่งในอุทยานแห่งชาติขึ้นชื่อของเค้า ซึ่งในนี้ก็จะมีสุสาน ( Cemetery ) ด้วย  บรรยากาศวันนี้ครึ้มๆ ประกอบกับฝนตกปรอยๆ พอดีเลยทำให้สุสานนี้ดูคลังไปอีก

จากสุสานเดินลึกเข้าไปจะเจอกับทะเลสาบ ( Lake )   คือที่นี่มีสองทะเลสาบนะ มี Lower Lake กับ Upper Lake เราจะเดินไป Lower Lake ก่อน จากสุสานเดินไปไม่ไกล

แต่ถ้าจะไป Upper lake ก็อีกหลายโลเหมือนกัน คือจริงๆ อากาศดีก็เดินได้สบายๆนะ แต่เวลาเราค่อนข้างจำกัด ก็เลยขับรถไปดีกว่า ที่ Upper Lake มีลานจอดรถอยู่ ค่าจอด 4 Euro

ชอบ Upper lake นะ คนน้อย สงบดี อากาศวันนี้ถึงฟ้าจะไม่สดใสเท่าไหร่ แต่ก็เย็นสบายดีค่ะ  เจอคู่รักคู่นึง พาเจ้าหมามาวิ่งเล่น แล้วมันเป็นภาพที่มีความสุขมาก แบบคนก็กอดกันมองวิว เจ้าหมาก็เล่นน้ำกันสนุกเลยยยย ภาพนี้คือเป็นหนึ่งใน Goal ชีวิตตต โอยยยยยยอิจจจจ

ปล. ที่ Wicklow Mountain National Park นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำหนังเรื่อง Ps. I love you ด้วยนะ ใครรู้บ้างว่าซีนไหนนนน?  (ถามเพราะเราจำไม่ได้ ดูนานแล้ว ฮ่าๆ)

 

 

ไปกันต่อค่าา วิวข้างทางเขียวขจีดีจังงง

AVOCA

ที่นี่เกิดจากแม่น้ำสองสายไหลรวมมาบรรจบกัน นั่นก็คือแม่น้ำ Avonmore และ Avonbeg ซึ่งแม่น้ำฝั่งนึงมาจากเหมืองทองแดง น้ำเลยมีสีแดง  ถ้าเกิดว่ามาดูจะเห็นว่าแม่น้ำฝั่งนึงจะสีแดงแต่อีกฝั่งจะสีเหมือนแม่น้ำปกติ ทำให้ที่นี่มีชื่อเรียกว่า    The meeting of the waters ”

ไปต่อกันค่ะ ที่พักของเราคืนนี้จะอยู่ใกล้กับเมือง Newross เดี๋ยวเราเลยจะแวะเดินเล่นทานข้าวในเมืองกันก่อน คือปกติเวลาแวะตามเมืองคนจะน้อยมากๆๆๆๆ แต่ว่าวันนี้ที่เมือง Newross มีเทศกาลพอดี เลยทำให้บรรยากาศครึ้กครื้นมากค่ะ  อ่อแล้วถ้าใครคิดถึงอาหารไทย แวะไปทานอาหารไทยชื่อ Bua Thai ได้นะคะ อร่อยเลย

Day 3 (Kikenney Castle - Jerpoint Abbey - Rock of cashel - Cork)

เมื่อคืนเป็นการนอน Airbnb ที่เราชอบมากที่สุดดดด คือบ้านดีมากกกก แบบตกแต่งน่ารัก โฮสก็ใจดีมาก แล้วบ้านนี้เค้าทำฟาร์มวัวด้วยยย

ตอนเช้ากะจะตื่นมาถ่ายรูปพระอาทิตย์ขึ้น ก็เลยได้เจอสองแม่ลูกคู่นี้ค่ะ

พอสายขึ้นมาหน่อย Pat คุณโฮสเจ้าของบ้าน ก็พาเราเข้าไปฟาร์มวัว พาเจ้าหมาไปด้วย เจ้าหมานี่เค้าไว้ใช้ตอนวัวนะ แต่รู้มั้ยว่าฟันนางหักก็เพราะโดนวัวเตะนี่แหละ ว๊ายยยยๆ ฟันหลอออออ

เราชอบบรรยากาศแบบนี้มากๆๆๆๆๆถึงมากที่สุดดดด ใจจจริงอยากจะเข้าไปข้างในรั้วเลยด้วยซ้ำ แต่ยังไม่พร้อมจะฟันหลอนะ 55555 คุณ Pat บอกว่าจะเข้าไปได้ต้องอยู่อีกซักพัก รอให้เค้าคุ้นกับเราก่อน นี่ถ้ามาอยู่นานกว่านี้นะจะสอนรีดนมวัวแล้ว เราแบบโอยยยยยยยอยากก!!! เค้าเลยชวนให้กลับไปใหม่ น่าสนใจมากเลยแหละะ

Kikenney Castle

เมื่อกว่า 600 ปีที่แล้ว ที่นี่เคยเป็นปราสาทของตระกูล Butler มาก่อน แต่ด้วยความที่สถานที่ก็ต้องเสื่อมโทรมตามกาลเวลา ทำให้ตระกูลไม่สามารถดูแลไหว จึงขายให้กับหน่วยงาน OPW ของรัฐ  ทางหน่วยงานเลยมาปรับปรุงซ่อมแซมและเปิดเป็นสถานที่ท่องเที่ยว (ใน Heritage Card สังเกตว่าจะมีตัว OPW เขียนติดไว้  แปลว่าถ้าสถานที่ไหนอยู่ในความดูแลของหน่วยงาน OPW ที่นั่นก็จะเข้าฟรีถ้ามี Heritage Card ค่า)  เดี๋ยวลองเข้าไปดูกัน คือเรารู้สึกว่ามันยิ่งใหญ่มาก ตอนที่เค้าอาศัยอยู่ในนี้กันนี่เค้าหากันเจอยังไงนะว่าใครอยู่ห้องไหน ฮ่าๆๆๆ

Jerpoint Abbey

เมื่อหลายร้อยปีที่แล้วที่นี่เป็นหนึ่งในสถานที่สำคัญทางศาสนา คือเป็นทั้งโบสถ์และที่อยู่อาศัยของพระกลุ่ม Cistercian แต่ตอนนี้ก็กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญ อยู่ภายใต้การดูแลของ OPW ค่ะ ส่วนประวัติที่นี่แบบละเอียด ถ้าอยากรู้ก็ให้ไกด์พาเดินได้นะคะ

Rock of Cashel

Cashel มาจากภาษาไอริช (caiseal) แปลว่าป้อมปราการค่ะ แต่ถ้าเข้ามาอาจจะบอกว่าหน้าตาไม่เหมือนป้อมปราการเลย เพราะว่าในศตวรรษที่ 12 ที่นี่กลายเป็นโบสถ์โรมัน แล้วพอ ศตวรรษที่ 13 ก็กลายเป็นโบสถ์โกธิก และตอนนี้ Rock of Cashel ก็ยังเป็นสัญลักษณ์ของอำนาจกษัตริย์และนักบวชผู้ทำหน้าที่ปกครองประเทศมากว่า 1000 ปี

สูงๆนั่นคือ Round Tower เอาไว้ส่องศัตรูค่ะ

ข้างหลังจะมีหลุมศพเยอะเต็มไปหมดเลยค่ะ  ซึ่งจริงๆ สุสานนี้เค้าเคยจะให้เลิกใช้ไปแล้วนะ แต่ลูกหลานของคนที่ถูกฝังที่นี่ก็ไม่ยอมค่ะ เพราะก็อยากฝังในที่เดียวกัน ที่นี่เค้าเลยให้มาลงทะเบียนลูกหลาน แล้วถ้าหมดจากคนที่ลงทะเบียนไปก็ห้ามฝังที่นี่แล้ว แต่ถ้าใครเคยลงทะเบียนไว้แล้วเปลี่ยนใจ ก็สามารถโอนให้เป็นมรดกได้ค่ะ

เราชอบนะ ที่นี่ดูยิ่งใหญ่มากก ยิ่งมีอีกาบินผ่านบ่อยๆ ยิ่งดูขลังขึ้นไปอีก

วันนี้เราจะนอนกันที่เมือง Cork ค่ะ ถือเป็นเมืองที่เจริญแล้วระดับนึงเลยแหละ (แต่เมืองก็ยังเงียบอยู่ดี ฮ่าๆ) และคืนนี้เราก็พัก Airbnb เหมือนเดิมมม

Day 4 ( Cobh Port - St Colman’s Cathedral - Blarney Castle - Killarney )

วันนี้เราจะมาที่เมือง Cobh กัน เมืองนี้เป็นเมืองท่าที่สำคัญ เพราะเป็นเมืองที่เรือไททานิคมาจอดเป็นท่าสุดท้าย ก่อนที่จะจมหายไปตลอดกาล

St Colman’s Cathedral

ที่นี่จะมีโบสถ์ที่สวยมากกกกกก ชื่อ St Colman’s Cathedral เรามาตรงกับวันอาทิตย์ เป็นวันที่คนเข้าโบสถ์กันพอดี  ปกติเห็นแต่ในหนัง อยากลองเข้าร่วมมานานแล้ว วันนี้โอกาสดีเลยได้เข้ามานั่ง ร้องเพลงตามเค้าไป  เออมันขนลุกมาก ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน

จากโบสถ์เราสามารถเดินลงไปท่าเรือได้ หรือจะขับรถไปก็ได้  วันนี้เป็นอีกวันที่น่ารักกกกมากกกๆๆๆ แบบ Lovely day จริงๆ เพราะอากาศเย็นสบาย แต่มีแสงแดดอุ่นๆ ทำให้ไม่หนาวจนเกินไป ด้วยความที่วันนี้เป็นวันอาทิตย์ สวนเลยคึกคักมากๆ มีทั้งเด็กน้อยมาวิ่งเล่น ครอบครัวมาปิคนิค คู่รักมานั่งสวีท  มีดนตรีสดเพราะๆ ให้ฟััง เรามีความสุขมากกๆๆเลยยยยยย คือมันดีมากจริงๆ

ในขณะที่เรานั่งฟังเพลงอย่างมีความสุขอยู่ ก็มีเด็กผู้หญิงคนนึง หน้าออกไปทางแขกๆ วิ่งมานั่งข้างๆ มายิ้มให้ ชวนคุยจ้อเลยยย ไอเราก็เออเฟรนลี่ไง ก็คุย  แล้วน้องเค้าก็ขอยืมกล้องเราหน่อย อยากลองถ่าย อะ... เริ่มผิดสังเกตละ แล้วเราก็เป็นพวกปฏิเสธคนไม่เป็นอีก เลยยื่นให้ แต่แบบเตรียมวิ่งมากเลยนะ คือกะว่าถ้าขยับตัวนี่จะเข้าไปตะปบเลย อีกใจก็คิดว่าไม่หรอกม้างงงง คนเยอะขนาดนี้ จะขโมยกันได้หรออออ  ซักพักนางเริ่มชวนไปที่อื่น บอกไปถ่ายรูปตรงนั้นกัน เราก็แบบ อะไม่ใช่ละะะะะะ! เลยต้องรู้จักปฏิเสธบ้าง เราเลยแกล้งขอกล้องคืน บอกจะเอาไปเดินถ่ายริมน้ำ นี่ก็ยังจะตามมาอีกกก!! แล้วพยายามจะตื๊อๆ ให้เราไปที่อื่นให้ได้  เราก็พยายามเดินหนี จนมีผู้หญิงฝรั่งคนนึงเดินเข้ามาคุยกะเรา เด็กคนนั้นก็เลยเดินไปที่อื่น ผู้หญิงคนนั้นบอกกับเราว่า ให้ระวังนะ เด็กคนนั้นเป็นพวกขโมยของ เมื่อกี๊ก็เกือบขโมยนาฬิกาข้อมือของฉัน! ฮืออออ เกือบไปแล้วววว  อ่อลืมไป ระหว่างที่เค้าพยายามชวนเราคุย เค้าก็ชวนเราถ่าย Selfie โดยใช้มือถือเรานี่แหละ เราเลยได้รูปยิ้มหน้าบานกะ Sister ไปเลยจ้าาาาาา

Blarney Castle

ขับต่อกันมาอีกครึ่งชั่วโมงก็จะถึง Blarney Castle แต่ที่นี่จะไม่รวมใน Heritage Card นะคะ มีค่าเข้าเพิ่ม 15 euro ค่ะ  ที่นี่ถูกสร้างมากว่า 600 ปีแล้ว โดย Cormac McCarthy กษัตริย์แห่งแคว้น Munster ส่วนตอนนี้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชื่อดัง ที่เดินทางมาที่นี่เพื่อ จูบหินเพราะมีความเชื่อว่าถ้ามาจูบหินที่นี่จะทำให้การเจรจาต่อรองเป็นผลสำเร็จ และไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวนะคะที่มา บุคคลสำคัญระดับโลกหลายคนก็มากันค่ะ

ตำนานมันมาจาก Queen Elizabeth I อยากได้ปราสาทนี้ ก็เลยให้ Earl of Leicester ไปเจรจากับเจ้าของ ซึ่งก็คือ Cormac McCarthy แต่กลายเป็นว่าด้วยไหวพริบและการเจรจาต่อรองที่เก่งเป็นเลิศของเค้าทำให้เค้าสามารถรักษาปราสาทไว้ได้โดยที่ Queen ไม่โกรธเลยด้วยยย เค้าเลยเรียกกันว่าเป็นการเจรจาแบบ Blarney แล้วคนก็มานี่เพื่อจูบหินแล้วเชื่อว่าจะมีไหวพริบและการเจรจาต่อรองเป็นเลิศบ้าง

I am text block. Click edit button to change this text. Lorem ipsum dolor sit amet, consectetur adipiscing elit. Ut elit tellus, luctus nec ullamcorper mattis, pulvinar dapibus leo.

 

 

 

 

 

 

 

หลังจากได้จูบหินแล้ว ก็เดินเล่นในสวนกันได้ ที่นี่ก็ยังมีความเชื่อเรื่องแม่มดด้วยนะ ประมาณว่าเนี่ยแม่มดมาขออาศัยอยู่ในสวนนี้ แลกกับการจะให้พรนักท่องเที่ยว ที่จะเดินขึ้นบรรไดนี้โดยหลับตาเดินตั้งแต่ขั้นแรกไปจนขั้นสุดท้าย ระหว่างเดินก็ให้ขอพรไปด้วย

ส่วนนี่เป็นหินรูปแม่มด ตรงนี้จริงๆมีป้ายเขียนด้วยประมาณว่า พอตกกลางคืนแม่มดก็จะออกมา แต่โชคดีสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างคุณนะ ที่สถานที่นี้จะปิดตอนเย็น!

อะไปเดินชมสวนดอกไม้กันดีกว่าาา ก่อนที่นี่จะปิด ยังไม่พร้อมจะเจอแม่มดอะจ้าาาา

วันนี้เราจะพักกันที่เมือง Killarney ที่คืนนี้คึกคักมากๆ ทุกคนใส่เสื้อเชียร์กีฬากัน ถ้าให้เดาเราคิดว่าน่าจะมีการแข่งรักบี้นะ แล้ว Killarney ขนะไง โหยยยอย่างกะปิดเมืองฉลอง คึกคักเว่ออออ แต่ตอนนี้เราสนใจแต่ไอศกรีมค่ะ ร้านนี้อร่อยมาก ชื่อ Murphy’s

Day 5 (Killarny Nataional Park – Ring of Kerry - Dingle )

Killarney National park

ที่แรกของวัน เราจะแวะที่ Killarney National Park กัน เดินเล่นบริเวณรอบๆ ทะเลสาบ จริงๆมีนั่งรถม้าด้วยนะ เผื่อใครสนใจ แต่เนื่องจากเวลาเราน้อย เราเลยแค่เดินไปชมวิวทะเลสาบค่ะ 

แล้ววันนี้เราจะขับผ่านเส้น Ring of Kerry ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นที่วิวสวยยยที่สุดใน Ireland แต่วันนั้นหมอกลงจัดมาก เลยไม่ได้เห็นวิวเต็มที่เท่าไหร่ แต่เท่าที่เห็นก็สวยแล้วนะ เราจอดถ่ายรูปเป็นระยะๆ เห็นตรงไหนสวยก็จอด

ขับกันมาเรื่อยๆ จนมาถึงที่พักคืนต่อไปของเราที่เมือง Dingle เป็นบ้านพักติดทะเล เจ้าของบ้านบอกว่าจริงๆ ถ้าอากาศดีๆ ที่นี่จะสวยมากกก แต่นั่นแหละค่ะ วันนี้ฝนตกทั้งวัน อากาศเลยหนาวมาก เราเลยเลือกที่จะผิงไฟในบ้านแทน 555

Day 6 ( Cliff of moher - Galway )

ที่นี่เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่เรารอคอยที่สุดดดดเลยยย เป็นหนึ่งใน Hilight spot ของการมาเที่ยว Ireland เลย คือเคยเห็นรูปหน้าผาสูงริมชายฝั่งทะเลทะเลแอตแลนติกนี้มานาน แล้ววันนี้ก็ได้มาเห็นกับตาตัวเองซักที สวยและยิ่งใหญ่สมกับที่รอคอยยยยย

ค่าเข้าที่นี่จะไม่รวมใน Heritage Card นะคะ จะเสียคนละ 6 Euro ค่ะ

จริงๆที่นี่เดินชมวิวได้เรื่อยๆ เลย เพราะมีความยาวถึง 8 กม. แล้วรู้มั้ยยว่าหน้าผาที่เห็นนี้เค้ามีอายุตั้ง 300 ล้านปีเลยนะะะ

บางคนอาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาสถานที่นี้ เพราะว่าที่นี่เป็นหนึ่งสถานที่ถ่ายทำภาพยนต์ชื่อดังอย่าง Harry Potter ตอน Half Blood Prince

คืนนี้เราจะพักกันที่เมือง  Galway ค่ะ จองที่พักผ่าน Airbnb เหมือนเดิม เมืองนี้จะมีร้านอาหารและคาเฟ่เยอะเหมือนกันค่ะ แต่กว่าจะถึงก็ดึกมาก และเราก็เหนื่อยมากแล้ว เลยทำอะไรง่ายๆ กินกันในบ้านค่ะ

Day 7 (Connemera National Park - Kylemore Castle - Dublin )

วันนี้เราจะแวะไป Kylemore Castle เป็นปราสาทที่อยู่ริมน้ำค่ะ ที่นี่ไม่รวมใน Heritage Card นะคะ  แต่ก่อนจะไปปราสาท เราเจออุทยานแห่งชาติอีกที่โดยบังเอิญ ชื่อ  Connemera National Park คือมีให้ trek ได้ 3 รูท  รูทที่สั้นสุดก็แค่ครึ่งชั่วโมง แต่ด้วยความที่เวลาน้อยเราเลยเดินขึ้นไปชมวิวนิดหน่อยเฉยๆ

แล้วเราก็เดินทางต่อไปจนถึง Kylemore Castle แต่วันที่เราไปเค้า Renovate กันอยู่เราเลยไม่เข้าไปข้างใน แล้ชมวิวจากข้างนอกแทน  ปราสาทนี้เป็นของ Mitchell และ Margaret Henry คือสองคนนี้เค้ามาฮันนีมูน แล้วก็ชอบที่นี่มากๆๆ เลยซื้อบ้านอยู่ตรงนี้ซะเลย  พอวันนึงพ่อของ Mitchell เสีย เค้าก็เอาเงินมาสร้างปราสาท Kylemore แต่ก็เปลี่ยนเจ้าของอยู่หลายคนนะ เนื่องจากปัญหาด้านเศรษฐกิจ จนสุดท้ายในปี ปี 1920 กลุ่มแม่ชี The Irish Benedictine Nuns ได้เข้าซื้อปราสาท Kylemore และได้เปลี่ยนเป็นวัด หรือที่เรียกว่า Kylemore Abbey ซึ่งที่นี่ก็จะไม่รวมอยู่ใน Heritage Card นะคะ

และวันนี้เราจะกลับไปเมืองหลวงแล้วค่าาา นั่นก็คือ Dublin นั่นเองงง  กว่าจะถึงก็ดึกมากและเหนื่อยล้าจากการเดินทางมากๆแล้ว คืนนี้พักกันก่อน บางส่วนก็ไปเที่ยว Temple Bar กัน เป็นแบบที่ท่องเที่ยวที่ดังๆของเค้าค่ะ แต่เราไม่ไหวละ นอนสลบจ้าาา เอารูปที่พักมาฝากเล็กน้อยย

Day8 (Dublin)

เช้านี่เป็นเช้าวันแรกที่เราจะ.... ‘ อยู่คนเดียว ! ’  และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่จะเที่ยวคนเดียวจริงๆ   เกริ่นก่อนว่าเราเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่จะเป็นห่วงมากๆ ทั้งชีวิตเราเลยไม่เคยเที่ยวคนเดียวมาก่อน แต่ครั้งนี้ไม่รู้ยังไง อยากจะลองดู เอาจริงๆนี่ยังไม่บอกพ่อแม่เลยนะ 555555 ถ้าพ่อกับแม่อ่านถึงตรงนี้เมื่อไหร่ เย็นนี้เตรียมตัวหูชาเลยจ้าาาาาา....  คือจริงๆ เราก็แค่อยากจะออกจาก Comfort zone ดู อยากลองพึ่งตัวเองแบบ 100%  เจอปัญหา เรียนรู้ที่จะแก้เอง และอยากรู้ด้วยว่าเที่ยวคนเดียวเนี่ยมัน‘เหงา’ มั้ยนะ  ช่วงนั้นก็ หัวใจค่อนข้างจะยับเยินนิดนึง เลยถือโอกาสเอาช่วงเวลาในทริปนี้แหละมาสมานบาดแผล ฮ่าาาาาๆ

แล้วคือนั่นแหละอย่างที่บอก ช่วงนั้นติสแตกนิดหน่อย เลยไม่ได้หาข้อมูลอะไรเกี่ยวกับ Dublin มาเลย (ทั้งๆที่ปกติจะเป็นคนแพลนทุกอย่างไว้เป้ะมาก) ตอนนี้เราเลยตื่นเต้นนิดหน่อย แต่คิดว่าต้องรอดสิ!!!  ก็นั่นแหละ ทุกอย่างมาเริ่มแพลนกันเช้านี้ ดูจาก Map กระดาษที่เอามาจากสนามบิน และ Tripadvisor ว่าเมืองนี้มีอะไรให้เที่ยวบ้าง ส่วนการเดินทางในดับลินสองวันสุดท้าย เราจะใช้บัตร Leap Card ที่ซื้อไว้ที่สนามบินในการขึ้นรถบัส แต่ส่วนใหญ่ตอนเที่ยวในเมืองก็เดินเอา เพราะอากาศดี และเมืองเค้าผังมันเข้าใจง่าย

Trinity Collage

ที่แรกที่เราจะไปก็คือ  Trinity Collage หนึ่งในมหาวิทยาลัยชื่อดังของ Dublin

ที่มาที่นี่เพราะอยากเข้าไปดู Library ชื่อดังของเค้า คือ The Book of Kells แต่วันนี้คิวยาวมาก และฝนตก  เลยกะว่าพรุ่งนี้มาใหม่ จะมาเช้าๆ

Government Biuldings

ระหว่างถ่ายรูปอยู่ก็มีคุณลุงสองคนเข้าเฟรมมาโพสแล้วก็ยิ้ม  คุณลุงบอกว่าเป็นคนขับรถ รอเจ้านายอยู่ ก็ทักทายกันมาจากไหนอะไรยังไง แล้วคุณลุงก็บอกว่ามาสลับกัน เดี๋ยวถ่ายรูปให้ คือเอาจริงก็ทำตัวไม่ค่อยถูกเท่าไหร่เวลาให้คนไม่รู้จักถ่ายเนี่ย เขินๆ 555555

St.Stephen’s Green

ปกติเวลาเราไปต่างประเทศ ถ้าเรามีเวลา สิ่งแรกที่จะทำคือค้นหาว่าแถวนั้นมีสวนสาธารณะมั้ย เพราะเราชอบไปสวนสาธารณะมากๆๆ พอมาที่นี่แล้วเราก็ไม่พลาดที่จะหา ก็เจอสวนนี้แหละค่ะ แล้วก็รู้สึกว่าตัดสินใจถูกมากก เพราะบรรยากาศที่นี่ดีเลยยยยยย คนที่นี่ก็ใจดีนะ มีคู่แม่ลูกที่แบ่งขนมให้เราเอาไปป้อนเจ้าหงส์ด้วย

แฮปปี้มากกกก ความเขียวขจี อากาศดี ผู้คนน่ารัก เดินผ่านก็มีทักมียิ้มให้กันบ้าง เดินเล่นถ่ายรูปไปเรื่อย เหนื่อยก็นั่งพัก ดีจังงงงงง

Lveagh Garden

เราจะเดินไปดูอีกสวนนึงต่อ ชื่อสวน Lveagh Garden

นี่เป็น Park Hopping จริงๆ 55555  สวนนี้จะเล็กกว่า St.Stephen green อยู่เยอะเหมือนกัน ไม่ค่อยมีอะไรมากเท่าไหร่ เน้นมานั่งเงียบๆ สงบๆมากกว่าค่ะ

เดินต่อกัน จากวันแรกที่เราเดินเล่นใน Dublin แล้วฝนตกตลอด วันนี้เราเลยมาเดินซ้ำที่เดิมบางจุด เพราะวันนี้อากาศสดใสดี เริ่มจาก  Dublin Castle แต่ไม่ได้เข้าไปข้างในนะคะ เดินเล่นบริเวณรอบนอก

Chris Church Cathedral

ส่วนอันนี้โบสถ์ Chris Church Cathedral สวยดีค่ะ ตอนแรกอยากเข้าไปข้างในแต่เหมือนเค้ากำลังจะมีงานอะไรกันไม่รู้เลยปิดไม่ให้เข้า เสียดายมาก ขนาดข้างนอกยังสวยขนาดนี้ ข้างในจะสวยขนาดไหนนน

St. Patrick Cathedral

เดินต่อไป St. Patrick Cathedral โบสถ์ที่ข้างในสวยๆที่เราเข้าไปวันแรกจำได้มั้ยย แต่คือวันนั้นฝนตก ไม่ทันได้ออกมาเดินเล่นตรงสวนเลย วันนี้อากาศดีเลยมาซะหน่อย ซึ่งแบบบบบ บรรยากาศดีมากกกก เป็น Sunny day ที่ไม่ร้อน ลมเย็นสบาย คนออกมานอนเล่น พาน้องหมามาวิ่งเล่นกันเต็มเลยยยย

แล้วก็มาเดินเล่นในซอยที่มีร้านอาหารเยอะๆ ถ้ามาซอยนี้ตอนกลางคืนก็จะมีร้านชิลเต็มมมไปหมด ถ้าเอามีชื่อๆ หน่อยก็ Temple Bar   ส่วนเรา... ขอแค่ไอศกรีมก็พอใจจจ

เสิชหามาว่าเราควรดูพระอาทิตย์ตกที่ไหนดีใน Dublin ก็เลยพบสถานที่นี้ The Custom House  มีช่างภาพเอาขาตั้งมาตั้งกล้องถ่ายเยอะแยะไปหมดเลย แสดงว่าที่นี่คงสวยจริง ส่วนเรามาแบบงงๆก็ได้มาประมาณนี้

Ashfield Hostel

สำหรับคืนนี้เราพัก Hostel ค่ะ ชื่อ Ashfield Hostel บอกตรงๆว่าแอบประหม่าเล็กน้อย เพราะไม่เคยพัก Hostel คนเดียวเลย เราพักแบบหอหญิงล้วน 4 เตียง กลัวไปหมด กลัวของหาย กลัวเมทไม่ดี แต่สุดท้ายแล้วโอเคมากเลยยยย เมทอีก 3 คนเค้าเป็นเพื่อนกัน มาเที่ยวด้วยกัน แล้วก็ออกแต่เช้า กลับดึก มีทักทายกันบ้าง โอเคเลย  ส่วนตัว Hostel ถือว่าดีเลยนะคะ โลเคชั่นเรียกว่าดีมากกกกก ราคาไม่แพง ห้องนอนถือว่าโอเคเลยค่ะ สตาฟก็ใจดีมาก จองค่ะ!

Day 9 ( Dublin )

The Book of Kells

ตื่นแต่เช้าเพื่อมา The Book of Kells ในมหาวิทยาลัย Trinity Collage

ห้องสมุดที่มีหนังสือเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์อยู่เยอะมากๆ แต่ตอนนี้ไม่ได้เปิดให้เช่าหรืออ่านหนังสือได้แล้วนะคะ คือเปิดให้คนเข้าชมเหมือนเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์แทน แต่สวยมากกกกๆๆๆ อยากให้ได้มาดูกัน ค่าเข้าอันนี้ไม่รวมใน Heritage ค่ะ ต้องจ่ายคนละ 13 Euro ค่ะ

เมื่อวานเราเน้นเที่ยวในเมือง เลยไม่ได้ใช้ Leap Card เลยย เดินเอาอย่างเดียว แต่วันนี้เราจะออกจากใจกลางเมืองเล็กน้อย แต่ยังอยู่ใน Dublin นะคะ ซึ่งข้อดีของการใช้ Leap Card คือหลงแล้วไม่เสียดายเงินนน ฮ่าๆๆ ขึ้นบัสผิดก็แค่ลงแล้วขึ้นใหม่ จะขึ้นลงกี่ครั้งก็ไม่เสียเงิน

Garden of Rememberance

เป็นสวนที่สร้างไว้ให้เป็นอนุสรณ์สถานสำหรับผู้ที่สละชีพเพื่อประเทศไอร์แลนด์ในช่วงสงคราม

Glasnevin Cemetery

เอาง่ายๆ ก็คือสุสานฝรั่งนั่นแหละค่ะ อาจจะงงๆว่าเรามาทำไม 5555 คือปกติจะเห็นสุสานแบบนี้แค่ในหนังไง เลยอยากรู้ว่าของจริงเป็นยังไง บรรยากาศเป็นยังไง ก็เลยลองมาดู  แล้วฟ้าวันนี้ก็ครึ้มๆเทาๆด้วย  แต่ไม่ได้น่ากลัวอะไรขนาดนั้นนะ มันก็คือดูขลังๆ ดี เอาจริงๆ เราชอบ รู้สึกว่ามันเงียบและสงบดีค่ะ แต่ขอแค่มาเดินเล่นนะ ไม่ได้อยากอยู่ยาว ฮ่าๆ

กลับมาที่  City  Center กันต่อ สำหรับขาช็อป ให้มาที่ถนน Grafton St. มีร้านแบรนด์เนมเยอะแยะไปหมด ร้านของฝากก็มี แล้วก็มีคนมาเล่นดนตรีกันด้วยค่ะ ชอบน้องคนนึงมาก ร้องเพราะมาก เรายืนฟังอยู่นานเลย

เมื่อหมดที่ไปแต่ยังไม่หมดวัน แน่นอนว่าที่ที่เราเลือกจะไปคือสวนสาธารณะที่เดิม ก็คือ St.Stephen green คิดว่าคงจะนั่งนี่จนเย็นๆ แล้วหาอะไรกินเสร็จค่อยกลับที่พัก

แต่วันนี้ไม่เหมือนเมื่อวาน วันนี้มันรู้สึกเหงาแปลกๆ ไม่รู้ทำไมเหมือนกัน เหงาจนใจแป้วไปหน่อย อาจเพราะมองซ้ายมองขวาก็มีแค่เราคนเดียวละมั้ง ที่นั่งคนเดียว คนอื่นเค้ามาเป็นคู่ มากับเพื่อน มากับครอบครัวกัน ....

ซักพักเลยเปลี่ยนใจละ ไม่นั่งแล้ว เดินเล่นดีกว่า ก็เดินไปเรื่อยๆ จนเจอวัยรุ่นกลุ่มนึงกำลังให้อาหารนก เราเลยไปถ่ายๆรูป ถ่ายไปถ่ายมาเค้าเลยแบ่งขนมให้เราป้อนนกบ้าง ฮ่าๆ

ไปๆมาๆ กลายเป็นว่านั่งคุยกันเป็นเรื่องเป็นราว กลุ่มนี้เป็นเด็กแลกเปลี่ยนจากรัฐปานามา ประเทศอเมริกาค่ะ เค้ารู้จักประเทศไทยนะ ชอบด้วย อยากมา แต่ยังไม่มีโอกาสได้มา

คุยๆไปเค้าก็ถามเราว่าได้ไป Pheonix Park  รึยัง เรานี่ไม่เคยได้ยินชื่อ ไม่เคยเห็นรีวิวเลยด้วยซ้ำ เค้าก็เอารูปให้ดู คือมันมีกวางงงงง!!! น่าไปมากกก เราบอกเค้าว่าเสียดายมารู้ตอนนี้ (ตอนนั้นคือทุ่มกว่าแล้ว แต่ฟ้ายังสว่างนะ ) ตอนแรกเค้าก็บอกอืมมมน่าเสียดายจริงๆ แล้วเค้าก็หันไปคุยกันเองเป็นภาษาเค้านี่ก็ฟังไม่รู้เรื่องไง ซักพักหันมาถาม แล้วอยากไปมั้ย.. เราถาม ตอนนี้เนี่ยนะ? เค้าบอกใช่ ตอนนี้แหละ  เท่านั้นแหละคุณณณณตาลุกเป็นไฟฟฟ ใช้เวลาคิดเพียงเสี้ยววิแล้วตอบว่า OF COURSE!   รู้ตัวอีกทีก็ขึ้นรถบัสไปแล้วจ้าา 55555   ที่นี่ใช้เวลาแค่ประมาณ 15 นาทีจากใจกลางเมืองถ้ารถไม่ติดก็จะมาถึงงงงง

เรื่องตลกคือเราแยกออกมาเป็นสองกลุ่ม อีกกลุ่มบอกจะตามมาเพราะหิว ขอหาอะไรกินก่อน ส่วนเรากับเพื่อนอีก 3 คนมากันก่อน แล้วก็มาถึงเข้าไปในสวน เอ้าาากวางอยู่ไหน คือไม่มีวี่แววกวางเลย นี่ก็คิดว่ากวางกลับไปนอนแล้วป่าว เพราะตอนนั้นก็ 2 ทุ่มละ  เดินหากันไกลมากจนเเกือบถอดใจ แต่เพื่อนใหม่เราสู้มาก พยายามเดินหาให้ บอกว่าอุส่ามาแล้ว And this is your last day! โหยย ซึ้งโคตร น้ำตาจะไหลลลล 

Pheonix Park

เดินหากันจน 3 ทุ่มกว่า ในที่สุดก็เจออออ!!!!!  แต่เรื่องที่ตลกคือ เพื่อนอีกกลุ่มที่แวะกินข้าวเค้ามาถึงกันนานแล้ว ละก็งงว่าทำไมพวกเราพึ่งมาถึงงงง สรุปคือ เราเข้าประตูผิดนะ อ้อมสวนเลยอะ แล้วสวนก็ใหญ่มากกกกกกกๆ เดินกันจนหอบ คือประตูจริงๆ อยู่ติดกับป้ายรถบัสเลย เดินเข้ามาแปบเดียวก็ถึงตรงที่มีกวางแล้ว โอ้ยยย ออกกำลังกายกันไปจ้า 55555

แล้วกวางที่นี่แบบตัวใหญ่ เขาก็ใหญ่ อยู่กันเยอะมากๆ เป็นร้อยตัวน่าจะได้นะ ใครจะมาก็เอาขนมติดไม้ติดมือมาด้วย เป็นพวกผักอย่างแครอทก็ได้ จริงๆขนมถุงน้องก็กิน แต่อย่าเลยยเอาผักดีกว่า

เราโคตรประทับใจกับมิตรภาพใหม่นี้มากกกๆนะ คือตอนแรกคิดว่าจะต้องอยู่คนเดียวในวันสุดท้าย กินข้าวคนเดียว แล้วก็กลับไปนอนๆ คนเดียว แต่พอได้เจอพวกเขา วันสุดท้ายของเราก็มีสีสันขึ้นมามากๆ ทั้งๆที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อน แต่เค้าก็ช่วยเราหลายอย่างมาก เห็นเราแบกของหนักก็ช่วย แบ่งขนมให้ คอยชวนคุยคอยอะไรต่างๆ  นี่แหละนะอีกสเน่ห์ของการเที่ยว คือการได้มิตรภาพใหม่ๆ ดีใจมากเลยยยยยย รู้สึกตัดสินใจถูกมากที่อยู่ต่อ  นี่กลับมาหลายเดือนแล้วพอนึกย้อนกลับไปถึงเพื่อนกลุ่มนี้ก็ยังใจพองโตอยู่เลย

U GUYS MADE MY DAY

LAST DAY (DUBLIN-BKK)

วันสุดท้ายแล้วจริงๆ ...  วันนี้ต้องเดินทางกลับไปสนามบิน ปกติแล้วจะไม่งงนะเวลาดู map  เอาจริงเราว่าเราก็ศึกษาดูแล้วนะว่ารถบัสคันไหนไปสนามบินบ้าง แล้วต้องไปขึ้นที่ไหน แต่ทำไมพอถึงเวลาจริงเรารอบัสแล้วบัสไม่มา!!!  โอ้ยยยยนี่เผื่อเวลาแล้วนะ แต่พอบัสไม่มาซักที ถามใครใครก็ไม่รู้ก็ Panic สุดดดๆ  (ต้องขอบคุณแก้วด้วยที่พยายามช่วยอย่างสุดความสามารถถึงจะกลับไทยไปแล้วก็ตามม)

จนสุดท้ายตัดสินใจ เอาวะะะะะ Taxi ก็ได้!  สรุปจ้า เสียค่า Taxi ไป 800 บาทท

จบแล้วทริปแสนยาวนานใน Ireland  ดีใจที่ได้มาเห็นอะไรใหม่ๆ ทั้งธรรมชาติ ประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม  ได้ประสบการณ์เที่ยวคนเดียวด้วยยย รู้สึกเหมือนได้โตขึ้นมาอีกหน่อย  จริงๆมันมีความป่วงเกิดขึ้นด้วยนะ ด้วยความที่เป็นลูกคนเดียวและทำอะไรเองไม่ค่อยเป็น ระหว่างทริปมันต้องทำอาหารต้องใช้เครื่องซักผ้า ซึ่งสารภาพว่าทำอะไรเองไม่เป็นเลย 5555 จะทำซุปเองยังไม่เป็น เลยต้องวีดีโอคอลหาเพื่อนสนิทให้สอนใช้เครื่องซักผ้า  วีดีโอหาแม่ให้สอนทำซุป แล้วก็นั่งคิดในใจ นี่โตมาได้ไงเกือบ 25 ปี ทำไมทำไรไม่เป็นเลยฟะ 555555  แต่ก็นั่นแหละ เราก็ได้เรียนรู้ว่าเออออ โตแล้วนะเว้ยยยหัดทำไรเองได้แล้ววว

อีกอย่างคือก่อนจะไปทริปนี้ใจยับเยินมา ระหว่างทริปก็มีโหวงๆ บ้าง แต่สุดท้ายเชื่อมั้ยว่ามันหายเฮิร์ทจริงๆ อาจจะไม่ได้หายสนิท แต่ก็ดีขึ้นมากๆ เชื่อแล้วว่า ‘Travel theraphy’ มันได้ผลจริงด้วยแฮะ!

แต่ก็นั่นแหละ นี่มันก็เป็นสิ่งที่เราได้จากทริปนี้  แต่ละคนก็คงได้ไม่เหมือนกัน แต่ออกเดินทางเถอะ เราเชื่อนะว่าทุกการเดินทางให้อะไรซักอย่างกับเราเสมอ การเดินทางครั้งไหนๆก็ไม่มีขาดทุนหรอก มีแต่ได้กำไร....  กำไรชีวิต