เราเชื่อว่าภาพถ่ายเป็นอีกวิธีที่เก็บความทรงจำได้ดี บางครั้งก็เป็นเหมือน Time machine ที่พาเรากลับไปในวินาทีที่ถ่ายนั้นอีกครั้ง..”

โพสอื่นๆ เราคุยเรื่องเที่ยวเรื่องกินกันมาเยอะแล้ว เดี๋ยวโพสนี้เรามาคุยกันเรื่องภาพถ่ายบ้างดีกว่า ขอออกตัวก่อนว่าไม่ใช่ช่างภาพและไม่ได้มาสอนถ่ายรูปนะ 55555 แค่จะมาแชร์ให้ฟังว่าแต่ละรูปมันมีที่มายังไง และในมุมของคนที่ต้องเป็นแบบแล้ว เราสามารถทำให้ภาพของเราดูดีขึ้นได้ยังไงบ้าง

ลองอ่านกันขำๆ จะแชร์หรือแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย และหวังว่าโพสนี้จะมีประโยชน์กับใครหลายๆ คนนะคะ 🙂

P1 - Place

สิ่งแรกที่เราจะทำการบ้านไว้ก่อนเลยคือเรื่องของสถานที่เราจะไปที่ไหน แถวนั้นมีอะไรน่าถ่ายบ้าง หลายๆครั้งก็หาจากรีวิวคนอื่นนี่แหละ ฮ่าาาาๆ หาจาก google บ้าง ถามจากคนที่เคยไปบ้าง บางครั้งก็หาจาก Tripadvisor แต่ช่วงหลังๆ ที่ใช้บ่อยคือ Instagram จ้าาาา คือเข้าไปที่ search เลือกที่ places แล้วพิมพ์ชื่อสถานที่ วิธีนี้ทำให้เราได้ทั้งสถานที่ใหม่ๆ บางครั้งก็อาจจะได้เห็นมุมใหม่ๆ ด้วยยยยย

อย่างรูปนี้มาจากทริป Oman .. คือเราเห็นสถานที่นี้จากรีวิวหนึ่ง เห็นแล้วกรี๊ดดด มันคือที่ไหนเนี่ย ภูเขาหินสลับซับซ้อนสวยงามม  อ่านจากรีวิวจึงเจอว่าสถานที่นี้มันอยู่ใกล้ที่พักแบบเดินไปได้ นี่ก็ไม่รอช้าค่ะ จองทันที!!  พอไปถึงที่พักก็ค่อยถามทางต่อเอา ซึ่งก็นั่นแหละ เดินจากห้องพักไปได้เลย ไม่ได้ใกล้มากและไม่ได้เดินง่ายขนาดนั้น นี่ก็เดินอยู่เกือบครึ่งชั่วโมงเหมือนกัน พอมาเห็นสถานที่จริงถึงมันไม่ค่อยเหมือนรูปที่เห็นในรีวิว แต่มันก็สวยยยยมากก!!!!! อยากนั่งอยู่ตรงนี้นานๆ อากาศกำลังเย็นสบาย แล้วคือไม่มีคนเลย เพราะไม่มีใครรู้เท่าไหร่ ต้องขอบคุณการทำการบ้านของตัวเองก่อนมา เลยทำให้ได้รู้จักสถานที่นี้

แต่บางครั้งจุดหมายปลายทางก็ไม่ใช่ทุกอย่าง ถ้าเรามัวแต่สนใจจุดหมายปลายทาง เราอาจไม่รู้เลยว่าข้างทางก็สวยไม่แพ้กัน หลายๆ ครั้งที่เราชอบฟีล Road trip มาก เพราะจะแวะจอดตรงไหนก็ได้ เวลาเห็นอะไรสวยๆ ก็จะชอบหยุดถ่าย บางทีพอคนถามว่านี่คือที่ไหนก็ตอบไม่ถูกเนอะ ไม่ใช่ว่างกสถานที่หรืออะไร แต่มันคือข้างทางที่ผ่านเฉยๆ เลย

 

 

 

อย่างภาพนี้ตอนลงรีวิวไปก็มีคนหลังไมค์มาถามเราหลายคนว่ามันคือที่ไหน แต่เราก็ตอบไม่ถูก เพราะทริปนั้นเราขับรถกันไปเรื่อยๆ เห็นอะไรสวยก็จอดถ่าย นั่นแหละ... บางทีสิ่งสวยงามก็อาจอยู่ระหว่างทางที่เรามองข้ามไป

 

 

ส่วนบางสถานที่ที่สวยงาม ก็อาจพบเจอได้ตอนเรากำลังหลงทาง...

จริงๆ เรากำลังมองหาสถานที่อีกสถานที่นึงอยู่แหละ ก็ปักหมุดไว้แล้วมาตาม GPS นะ แต่มาถึงกลับเจอแต่อาคารเก่าที่ร้างไปแล้ว... แต่ไหนๆ ก็มาถึงที่แล้ว เดินดูซักหน่อยดีกว่า เราเลยเดินอ้อมมาด้านหลังอาคาร แล้วก็พบกับวิวนี้ค่ะ เป็นสวนปาล์มที่ข้างหลังเป็นวิวภูเขา สถานที่จริงสวยมากเลย

 

 

 

 

 

 

บางสถานที่ก็อาจไม่ได้ไปถึง ลงรถ แล้วได้รูปเลย..

สถานที่นี้คือ ศิลาแลง อยู่จังหวัดน่าน ซึ่งถ้าจะมาถ่ายตรงจุดนี้ เราจะต้องเดินกันซักหน่อย .. ไม่ใช่เดินธรรมดา แต่จะต้องเดินลงทางลาดชัน ต้องเกาะเชือกลง แล้วก็เดินลุยน้ำเข้าไปอีก น้ำบางจุดสูงขึ้นมาถึงเข่า แถมกระแสน้ำก็แรง พื้นลื่นมาก คือต้องเดินระวังมากกๆ เลย กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ก็แอบไกลนิดนึงนะ 5555  แต่ชอบตรงนี้ถ่ายภาพออกมาสวยดี แสงลงพอดีด้วย

นอกจากนั้นนนน เราก็ต้องดูด้วยว่า สถานที่นั้นมันสวยตอนไหน บางทีอาจจะสวยตอนพระอาทิตย์ขึ้น  ตอนเช้า  ตอนเย็น หรือกลางคืน อะไรแบบนี้ บางทีอาจสวยหลายเวลาแต่ให้ฟีลที่ต่างกัน  และหลายครั้งเราจะยอมตื่นเช้าาาาาามากกก ไปถ่ายรูป เพราะเราจะได้รูปที่ไม่มีคนเลย และแสงตอนเช้าก็จะสวยมากด้วย แดดกำลังดี ไม่แข็งไป ที่สำคัญคือไม่ร้อนจ้าาาา

รูปนี้ก็ถ่ายตอนเช้าเลย ประมาณ 8-9 โมง เป็นช่วงแดดกำลังโดนผิวแล้วถ่ายรูปกำลังสวย แต่เริ่มร้อนแล้ว 55555 ที่หลับตานั่นก็ไม่ใช่อะไร แดดแยงตาแล้วลืมตาไม่ขึ้น หลายคนเจอแดดแบบนี้ตาหยีเลย แต่เราต้องหาโพสที่มันดูจงใจและมีเหตุผลให้หลับตานะ อาจจะเชิดหน้าขึ้นงี้ อย่าให้เค้ารู้ว่าหลับตาเพราะแสงเข้าตา แฮ่

 

 

 

 

 

ส่วนรูปนี้ถ่ายที่ Victory Memorial ประเทศอินเดีย จากการหาข้อมูลมาเรารู้สึกว่าที่นี่จะสวยมากในช่วงพระอาทิตย์ตก เราเลยมาที่นี่ตอนเย็น และรูปนี้เราเลือกที่จะถ่ายแบบ Silhouette เพื่อให้ฉากข้างหลังยังชัดอยู่ ถ้าเราถ่ายให้เราสว่าง ข้างหลังก็จะสว่างเกินจน detail หายหมดเลย บางรูปเราเลยต้องเลือกว่าจะเน้นอะไร จะเน้นเราหรือฉากหลัง ถ้าเน้นฉากหลังเราก็จะเป็นเงาๆ ไป เราว่ามันก็จะได้อีกฟีล

 

อันนี้เป็นอีกหนึ่งภาพ Silhouette ที่เราชอบบบ 🙂

จะบอกว่า Silhouette ตอนพระอาทิตย์ตกนี่คือสวยมากๆ นะ ส่วนตัวเราคิดว่าตอนพระอาทิตย์ตกจะถ่ายสวยกว่าตอนพระอาทิตย์ขึ้น เพราะพระอาทิตย์ขึ้นมันจะเร็วกว่า แปบๆ สว่างจ้าละ อะถ่ายไม่ทันอีก แต่พระอาทิตย์ตกคือสีท้องฟ้าจะค่อยๆเปลี่ยนไปเรื่อยๆ แล้วต่อให้พระอาทิตย์ตกไปเลยฟ้าก็จะยังสวยอยู่ซักพักเลยกว่าจะมืดดด.. ส่วนท่าที่เราแนะนำสำหรับการถ่ายแบบ Silhouette ก็คือหันข้าง (หรือหันหลังให้กล้องแล้วบิดหน้ากลับมา) เพื่อให้เห็นโครงหน้า พวกสันจมูก ปาก อะไรแบบนี้ค่ะ

อย่างประเทศนึงที่เราชอบบบมากๆ รู้สึกว่าถ่ายรูปสนุก  เดินไปตรงไหนก็เหมือนเป็นสตูดิโอขนาดยักษ์ นั้นก็คือออออออ อินเดียจ้าาาาา  ชอบที่บ้านแต่ละหลังก็จะทาสีต่างกัน บางทีก็ตัดกัน คือไม่ว่าจะแต่งตัวยังไงก็จะเจอมุมให้ถ่ายรูป

รูปนี้จริงๆ มันคือซอยชุมชนเล็กๆ แต่บังเอิญว่าตอนเดินผ่านเค้าตากผ้ากันพอดี เห็นสีสันสดใสดีเลยคิดว่าน่าจะถ่ายรูปแล้วสวย แต่เพื่อไม่ให้ผ้าที่ตากดูรกไป เราก็ต้องใช้เลนส์ละลายหลังช่วยหน่อย รูปนี้ตั้งค่า F ไว้ที่ 1.8 ค่ะ

แม้แต่สนามบินก็เป็นอีกหนึ่ง Place ที่หลายๆ คนนิยมถ่ายกันก่อนที่จะเดินทาง เพื่อ check-in ว่าฉันกำลังจะไปแล้วจ้าาาา อยากจะบอกว่าสุวรรณภูมิเนี่ยเป็นอีกที่ที่แสงสวยเลยนะ อย่างตอนเช้า แสงจะเป็นเงาๆ ให้เราถ่ายเล่นกับเงา แต่ถ้าสายหน่อยแบบซัก 10 โมงเป็นต้นไป แสงจะสว่างและเคลียร์มาก ถ่ายรูปคนสวยเลยยย และ prop ที่ขาดไม่ได้สำหรับการถ่ายรูปที่สนามบิน ก็คือกระเป๋าเดินทาง อันนี้ขาดไม่ได้เลย แต่จะเอามาเป็น prop ทั้งทีเราก็ต้องเลือกกระเป๋าที่ดูดีมีสไตล์หน่อย อย่างในภาพนี้เฟิร์นเลือกกระเป๋าของ Samsonite รุ่น EVOA ค่ะ

อีกสนามบินที่ถ่ายออกมาสวยไม่แพ้กันคือสนามบิน Taoyuan ประเทศไต้หวันค่ะ แสงจะสวยมาก มีช่องให้แสงลอดเข้ามา อันนี้จะเป็นแสงตอนเช้าค่ะ ส่วนถ้าเย็นๆ แสงจะสีส้มค่ะ

p2 - prop

อันนี้ก็เป็นอีกอย่างที่ช่วยเติมสีสันให้กับรูปนะ  อย่างที่บอกไปด้านบนว่าเราจะทำการบ้านเรื่องสถานที่มาก่อน และนอกจากทำให้เรารู้มุมที่จะถ่ายแล้ว ยังได้รู้ว่าเราควรจะต้องแต่งตัวประมาณไหนไปดี (จริงๆ สารภาพว่าเราต้อง fitting ชุดกับตัวเองก่อนไปทุกครั้ง คือเอาแพลนมาดูเลยว่าวันนี้ไปไหน ควรแต่งตัวแบบไหน แล้วมาลองๆ พอลงตัวก็จะถ่ายรูป complete ลุคไว้ กันลืม5555 พอตอนไปเที่ยวก็จะดูรูปที่ fitting และแต่งตามนั้น ประหยัดเวลาแต่งตัวดี ไม่ต้องนั่งคิดเยอะ แถมยังประหยัดเนื้อที่กระเป๋าด้วย)

props ที่พูดถึง จะรวมไปถึงเครื่องประดับ (accessories) ด้วย สารภาพก่อนว่าจริงๆ เราเป็นคนที่มีเครื่องประดับน้อยมากกกกก เพราะไม่ค่อยใช้ แต่หลังๆ พอสนุกกับการแต่งตัวไปเที่ยว แล้วเริ่มรู้สึกว่าเอออ เครื่องประดับมันก็จำเป็นแฮะ เลยเริ่มซื้อบ้างละ (แต่บางทริปหาไม่ทันจริงๆ ก็ยืมเพื่อนนี่แหละ) ฮ่าๆๆ

 

 

 

 

ส่วนอันนี้จริงๆ ควรเป็นผ้าพันคอเนอะ คือซื้อมาจากอินเดียแหละ แบบพอเจอเพื่อนมีพร็อบกันแน่นแล้วรู้สึกว่าตัวเองเบาไป เลยหาซื้อผ้าพันคอเอามาโพกหัว ก็พยายามหาซื้อสีที่จะใส่ Mix กับทุกสิ่งอย่างได้ง่ายที่สุด จนมาเจอผืนนี้แหละ ถูกใจเลยยยย ไปๆมาๆ นอกจากใช้ทริปอินเดียได้แล้ว ก็ยังเอามาโพกหัวในทริปอื่นๆ ได้อีกด้วยยยยยย เพราะมันผูกได้หลายแบบ แต่เอาจริงๆนะเราก็ผูกมั่วๆนั่นแหละ มั่วไปมั่วมาเดี๋ยวก็สวย หรือลองหาในเน็ตก็ได้ เห็นมีวิธีสอนผูกอยู่

 

 

 

 

แต่นอกจากสิ่งที่เราเตรียมไว้แล้ว หลายครั้งเวลาเดินทาง เราจะเจอสิ่งที่บังเอิญหยิบมาเป็น prop ได้ แล้วมันสวยดี เช่นรูปนี้ ตอนนั้นไปน่าน ก็ขับรถไป แล้วช่วงนั้นมีดอกหญ้า เลยหยิบดอกหญ้ามาเล่น สะบัดๆ ก็เลยได้รูปประมาณนี้มา ถ้าใครอยากได้รูปประมาณนี้ ให้มาจังหวัดน่านตอนหน้าร้อนนนะคะ เป็นช่วงที่ดอกหญ้ากำลังเต็มสองข้างทาง ส่วนตรงนี้คือเส้นทางจากตัวเมืองไปที่อำเภอบ่อเกลือค่ะ

 

 

 

 

 

หรืออย่างรูปนี้ ที่อินเดียค่ะ ตอนนั้นไปตลาดดอกไม้ เดินๆ อยู่เพื่อนเกิดปิ๊งไอเดีย ซื้อดอกไม้ที่เค้าขายอยู่มาพันหัวแล้วถ่ายรูป ซึ่งมันสวยยยยยแหะ ลงทุนไปแค่ไม่ถึง 20 บาท แต่ได้รูปเก๋ๆ มาเปลี่ยนโปรไฟล์เฉยเลยยย อ่ออันนี้แถมนิดนึง คือพอดอกไม้ที่พันหัวเป็นสีแดงใช่มั้ย ถ้าอยากให้รูปเด่นต้องหาพื้นหลังที่สีตัดกัน ตาเหลือบไปเห็นแผงดอกไม้สีเหลือง นี่เลยนั่งลงตรงนั้นเลยจ้าาาาาา เห็นรูปเป็นงี้ แต่เบื้องหลังคือนั่งยองๆ กับแผงดอกไม้ถ่ายนะ 55555555

 

 

 

 

 

 

 

อีกสิ่งที่เราจะตื่นเต้นและสนุกมาก คือการได้แต่งตัวตามแบบของคน Local ที่นั่น อย่างเช่นตอนไปเที่ยว Oman แล้วจะเข้าไปชมมัสยิดซึ่งต้องแต่งตัวเรียบร้อยมิดชิด ขายาว แขนยาว เตรียมผ้าคลุมหัวไปงี้ แต่มันอาจจะธรรมดาไปปปป เราเลยเช่าชุดของที่เค้ามีให้ แต่งตัวเหมือนคนอิสลามเต็มตัว เพื่อความเรียบร้อย และภาพที่สวยงามด้วยยยย

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนอันนี้อาจจะไม่เชิง Local แต่เราไป Formosan Aboriginal Culture Village ที่ไต้หวันมา แล้วเค้าก็มีชุดชาวเผ่าให้เช่า เพื่อเดินเล่น และถ่ายรูป เราก็ไม่พลาดสิ 55555 ที่เห็นนี่เป็นชุดเจ้าหญิงเลยนะ พอได้อยู่มั้ยยยยยย

อีกสิ่งนึงที่นำมาเป็น props ได้แบบคิดไม่ถึงก็คือกระเป๋าเดินทางนี่แหละ อย่างบางทริปเราต้องย้ายที่อยู่บ่อยๆ ก็ต้องลากกระเป๋าไปด้วย หรือบางทีจะลากกระเป๋าไปสนามบินบ้าง ลากกระเป๋าไปนู่นนี่ คือกระเป๋าก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของ prop ไปเลย เพราะฉะนั้นสิ่งที่ต้องคำนึงถึงเวลาเลือกกระเป๋า นอกจากเรื่องคุณภาพแล้ว เรื่องการดีไซน์ก็สำคัญค่ะ มันควรดีควบคู่กันไปทั้งสองอย่าง ที่อยากแนะนำคือกระเป๋าเดินทางของ Samsonite รุ่นใหม่ EVOA ที่เราพาไปด้วยหลายทริปแล้ว เพราะดีไซน์สวย match กับเสื้อผ้าได้ง่าย คุณภาพดีด้วย อย่างเวลาเราเดินทาง หลายๆ ครั้งที่อาจลากกระเป๋าชนนู่นนี่ หรือทำกระเป๋าเป็นรอย แต่รุ่นนี้เค้ากันรอยนะคะ ทำให้กระเป๋าเดินทางดูใหม่อยู่เสมอ แล้วเวลาลากไปนู่นนี่ก็ไม่ต้องมาขัดใจเรื่องล้อว่าลากไม่ไป อันนี้หายห่วงได้เลยย และที่สำคัญคือจุของได้เยอะมาก ใครสายไม่ต้องห่วง น้ำหนักเบา เนื้อที่เยอะ อยากซื้ออะไรไม่ต้องห่วงเรื่องน้ำหนักเกินหรือซิปแตกเลยค่ะ

 อีกหนึ่งอย่างที่อาจจะไม่ใช่ Prop ท่ีอยู่ในภาพ แต่เป็นสิ่งที่เอาไว้สร้างให้เกิดภาพ นั่นคือ ‘LENS (เลนส์)’ นั่นเองค่ะ จริงๆ หัวข้อนี้ถ้าจะให้พูดมันก็ยาววววหน่อย แต่เราขอยกมาพูดแค่สั้นๆ ก่อนนะคะ เราว่าสมัยนี้กล้องคุณภาพดีขึ้นมาก ซึ่งราคาก็ไม่ได้แพงเท่าไหร่ ถ้าสมมุติอยากจะได้กล้องซักตัวนึง (แบบไว้ถ่ายคน ถ่ายของกิน เอาไว้ถ่ายรูปตอนไปเที่ยว ไม่ได้ต้องใช้งานจริงจังแบบถ่ายบิลบอร์ดอะไรขนาดนั้น) แต่มีงบจำกัด.. เราก็แนะนำว่า ให้ซื้อกล้องตัวเล็กที่ไม่ต้องแพงมากหรอก ความคิดเรานะ.. เอาเงินไปซื้อเลนส์ดีกว่า

 

และคำถามที่เจอบ่อยมากคือ ทำอย่างไรให้ภาพละลายหลัง ต้องใช้เลนส์ตัวไหน?  จริงๆ มันก็ต้องอธิบายกันอีกนั่นแหละ แต่ถ้าจะให้ตอบเร็วสุด ก็คงจะตอบว่า ลองหาเลนส์ที่เลขของ F จะน้อยๆ อันนั้นจะทำให้ข้างหลังละลายได้เยอะขึ้น ก็จะยิ่งช่วยให้คน (หรือวัตถุ) ในภาพนั้นเด่นขึ้น

 

ส่วนถ้าพูดถึงระยะของเลนส์ ถ้าใช้กล้อง Full frame เราว่าระยะที่ถ่ายคนสวยคือ 55 กับ 85 ส่วนถ้าใครใช้กล้องตัวคูณ หรือ APS-C ระยะที่ดีคือ 35 กับ 55 นั่นแหละจ้าาา

 

อะ ลองดูตัวอย่างสามรูปข้างล่างนี้ เราใช้กล้อง Full frame สองรูป และกล้องตัวเล็ก อีกหนึ่งรูป พอจะเดากันได้มั้ยว่ารูปไหนใช้กล้องไหนบ้าง?

เฉลยยยย...

รูปแรกเราใช้กล้อง Full frame ถ่าย รูปแรกให้เบลอทั้งหน้าและหลัง เพื่อให้คนเด่นขึ้นมา (ซึ่งตรงนี้สีชุดก็มีส่วนช่วยค่ะ ถ้าใส่สีโทนเขียวหรือดำ ก็จะกลืนในทันที)

ส่วนรูปที่สองก็ใช้ full frame เช่นกัน โดยจะเบลอข้างหลังให้หมดเลย ทำให้ตัววัตถุหรือบุคคลที่เราถ่ายเด่นขึ้น

ส่วนรูปสุดท้ายเราใช้กล้อง APS-C หรือที่ชอบเรียกกันว่าตัวคูณ มาถ่าย สังเกตว่ารูปที่ออกมาก็ไม่ได้แพ้สองรูปแรกเลยค่ะ อันนี้ก็ละลายไปทั้งหน้าทั้งหลังได้สวยไม่แพ้กัน.. เราสามารถใช้อุปกรณ์เท่าที่เรามี หรือเท่าที่งบเราไหว มาสร้างสรรค์ภาพถ่ายที่สวยงามได้เหมือนกันนะ

p3-pose

มันไม่ใช่ทุกคนที่จะสวยทุกมุม หน้าทุกด้าน เราเองชาติที่แล้วก็ไม่ได้ทำบุญมาเยอะขนาดนั้น เลยมีมุมที่สวยและไม่สวย ยิ่งช่วงไหนอ้วนขึ้น ก็จะต้องหามุมหลบด้วยจ้าาาาา  ก่อนอื่นคือเราจะต้องรู้จุดเด่น และจุดด้อยของตัวเองก่อน อย่างเช่นเราจะเป็นคนที่ต้นแขนและต้นขาใหญ่ เราก็จะต้องใช้ตัวช่วยซึ่งก็คือชุดที่มาปิดส่วนที่เราไม่มั่นใจ แต่ในบางครั้งเราจะใส่แขนยาวขายาวตลอดมันก็ไม่ใช่ 555555 มันเลยจำเป็นต้องใช้การ post และมุมกล้องเข้าช่วย

อย่างเช่นถ้าเราอยากจะให้ขาดูยาว วิธีที่เราใช้บ่อยก็คือใช้เลนส์ wide เข้ามาช่วย รูปนี้เรามีสองรูปเทียบให้ดูเลย รูปนึงคือถ่ายมุมปกติ กับอีกรูปคือเอากล้องต่ำกว่าปกติเล็กน้อย แล้วเสยกล้องขึ้น ถ้าอยากให้ขายาวให้ยื่นขาเข้าหากล้องด้วย เท่านี้ก็จะเพิ่มความสูงให้ได้เกือบ 10 cm แนะ

 

 

 

 

 

 

รูปนี้ก็เป็นอีกรูปที่ยื่นขาเข้าหากล้องช่วย 55555 เพราะเราตั้งใจใส่ชุดเดรสยาวเพื่อปิดขา แต่กลายเป็นว่าถ้ายืนโพสเฉยๆ เนี่ยจะดูตันอีก เราเลยลองโพสเหมือนเดินไปข้างหน้า ขายื่นมาหากล้องหน่อย บิดหน้ากลับมาเล็กน้อย ก็จะทำให้ตัวดูยาวขึ้นได้

 

 

 

 

 

 

 

 

ส่วนรูปนี้ไม่ได้ใช้เลนส์ wide แต่ใช้วิธีถ่ายช้อนขึ้นให้ขาดูยาว และโพสช่วยหน่อย ไม่ยืนตรง หันข้างให้กล้อง ทิ้งน้ำหนักไว้ที่ขาข้างใดข้างนึง อีกข้างงอไว้เล็กน้อย

 

 

ถ้าใครกลัวมุมช้อนแล้วไม่รอด หน้าบวมแน่ๆ เราก็ไม่จำเป็นต้องให้เห็นหน้าตลอดก็ได้ ลองหาโพสใหม่ๆ ดูบ้าง อย่างรูปนี้เราก็รู้สึกว่าเสยขนาดนี้ ไม่โอเคแน่ เลยเลือกที่จะไม่เห็นหน้าไปเลย .. อ่อและการาถ่ายช้อนแบบนี้มันจะช่วยให้ object ดูยิ่งใหญ่ขึ้นด้วย

 

 

 

 

 

 

 

อย่างถ้าใครรู้สึกว่าถ้าตรงๆ ธรรมดาแล้วไม่รอด (หลายครั้งเราก็ไม่รอด) เราก็ต้องหามุมบิด หลบ บ้างเหมือนกัน อาจจะหันหลังให้กล้องแล้วบิดหน้ากลับมาเล็กน้อย ถ้าใครกลัวต้นแขนใหญ่ก็พยายามอย่าเอาแขนแนบลำตัวมาก อย่าเกร็งท่อนแขนด้วยไม่งั้นมันจะปูดเป็นลูกเลย 5555

 

 

 

 

 

 

 

จังหวะก็สำคัญมากๆ เลย บางทีจะให้มายืนยิ้มมม อะถ่าย แบบนี้ทุกรูปมันก็ไม่ได้ มันจะน่าเบื่อไป ต้องมีเหมือนแบบถ่ายทีเผลอบ้าง เราก็จะมีหลายวิธีนะ อย่างเช่นเดินข้ามถนนไรงี้ ก็ให้กดรัวๆไปเลย บางทีอาจจะเดินหลายรอบหน่อย แต่เชื่อเถอะมันต้องมีได้ซักรูปละน่าาาาา

 

 

 

 

 

 

อีกโพสที่เราใช้บ่อยคือหันหลังก่อน แล้วค่อยหันหน้ากลับมา แต่หันกลับมาแรงนิดนึงเพื่อให้ผมมันสะบัดๆ 5555 อันนี้ถ้าถ่ายย้อนแสง จะได้ Rim light ก็คือแสงส้มๆ ตรงผมนั่นแหละค่ะ แต่อาจจะต้องตั้ง speed shutter เร็วหน่อย จะได้จับภาพทัน และที่สำคัญคือหน้าอย่าเหวอค่ะ ขอให้มีอินเนอร์แน่นตลอดเวลา  ...  โพสนี้อาจจะต้องถ่ายกันหลายรอบจนคอเคล็ด แต่รับรอบว่าภาพที่ออกมาจะปังงง!

เราเชื่อว่าหลายคนอาจมีปัญหากับการยิ้ม คือยิ้มไม่เป็น ยิ้มไม่ธรรมชาติ ยิ้มแล้วเกร็ง .. เราก็เคยมีปัญหานั้นเหมือนกันนะ วิธีที่เราใช้แก้ปัญหานี้ ตอนนั้นเราก็จะให้ถ่ายทีเผลอ (แต่ก็รู้ตัวแหละ) เอา อย่างเช่นทำกิจกรรมอะไรซักอย่างที่มีความสุขแล้วให้คนถ่ายรัวไปเลยจ้า อย่างรูปนี้เราให้อาหารน้องอูฐ ก็มีความสุขอะ ให้อาหารไป คุยกะน้องอูฐไป เลยได้ภาพแบบนี้มา (ใกล้เคียงกับคำว่าคนบ้าแล้วนะ 555555 )

หรือบางทีอาจจะโพสรอไว้เลย แล้วให้คนถ่ายเนี่ยชวนคุย หรือแซว หรืออะไรก็ได้อะ แล้วมันจะมีช็อตที่เราเผลอยิ้มหรือหัวเราะ คนถ่ายก็ต้องรีบกดนะ ภาพนั้นยิ้มจะออกมาธรรมชาติมากๆเลย วิธีนี้เราก็จะใช้เวลาต้องถ่ายรูปให้คนอื่นเหมือนกัน คือโรคจิตอะ พอเห็นคนยิ้มเกร็งแล้วจะไม่ยอมกดถ่าย จะชวนคุยบ้าง แซวบ้าง อะไรก็ได้ที่ทำให้เค้าหลุดขำ แล้วเราค่อยกดถ่าย .. ชอบเวลาภาพมันออกมาแบบคนในภาพมีความสุขจริงๆ

นี่เป็นส่วนหนึ่งที่เราคิดออกนะคะ หลายคนอาจคิดว่า เราคงต้องมีตากล้องดีอยู่แล้วแหละ ภาพถึงได้ออกมาดี .. ตรงนี้ก็ต้องยอมรับค่ะว่าเป็นส่วนหนึ่งเหมือนกันที่เราอาจจะโชคดีที่แฟนถ่ายรูปได้ แต่ในหลายๆ ทริปที่เราไม่ได้ไปด้วยกัน เราก็ต้องใช้หลักตนเป็นที่พึ่งแห่งตน’ ...   ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ถ้าเรารู้ไว้มันก็จะดีกว่า เพราะเราสามารถทำให้ภาพสวยงามได้ง่ายขึ้นด้วยตัวของเราเอง 🙂 

อย่างภาพนี้... เราก็ตั้งกล้องถ่ายเอง ถ่ายอยู่หลายรอบกว่าจะได้ แต่พอได้มาก็ภูมิใจดี 

ครั้งหน้าจะไปเที่ยวไหนอย่าลืมทำการบ้าน 3 P กันก่อนนะคะ เพื่อภาพที่สวยขึ้น และถ้าใครอยากได้กระเป๋าเดินทางดีไซน์สวย คุณภาพดีๆ แบบที่เฟิร์นใช้ ลองเข้าไปดูลิ้งนี้ได้เลยค่ะ www.houseofsamsonite.co.th

#TheworldisRunWay #EVOASamsonite